รมว.ยุติธรรมเผยพบ 4 จุดกักตุนน้ำมันในโรงกลั่นและคลังน้ำมันหลายจังหวัด
พบ 4 จุดกักตุนน้ำมันในโรงกลั่นและคลังน้ำมันหลายจังหวัด (08.04.2026)

รมว.ยุติธรรมเผยพบ 4 จุดกักตุนน้ำมันในโรงกลั่นและคลังน้ำมันหลายจังหวัด

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่จากกรมการค้าภายใน กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมแถลงผลการเปิดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน

พบความผิดปกติ 4 จุดในหลายจังหวัด

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทุกระดับตั้งแต่ต้นทาง โดยดีเอสไอ และปลายทางโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครอง ซึ่งได้รับข้อมูลสนับสนุนจากกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า และกระทรวงพาณิชย์

คณะเจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการ 4 ภารกิจสำคัญ นำโดยพล.ต.อ.สำราญ นวลมา ลงพื้นที่ตรวจสอบในจังหวัดระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น พบพฤติการณ์แตกต่างกันแต่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

"จากการปฏิบัติภารกิจทั้งสี่พื้นที่เป้าหมาย เราจะขยายผลต่อไปเพราะพบการกระทำความผิดและข้อสงสัย และจะให้ทุกฝ่ายนำเสนอยื่นเอกสารเข้ามาชี้แจงตรวจสอบ" พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

มาตรการเข้มงวดเพิ่มเติม

มาตรการมุ่งเน้นจากนี้ประกอบด้วย:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. การกวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา
  2. เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการประวิงหรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊มหรือลูกค้าปลายทาง
  3. เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน

ผลการตรวจสอบเชิงลึก

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน ได้กำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์:

  • เหตุการณ์ที่ 1: ตั้งสมมติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมัน พบจำนวน 11,067 คัน จากระบบ GPS โดยพบ 1 เคสในจังหวัดอุดรธานี มีรถ 10 คัน บรรทุกน้ำมัน 40,000 ลิตรต่อคัน ซึ่งพบรถ 2 คันไปส่งน้ำมันที่จังหวัดขอนแก่นและถ่ายให้รถเล็ก ถือเป็นความผิดชัดเจน
  • เหตุการณ์ที่ 2: ตรวจสอบในจังหวัดระยอง พบคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มก่อนยกเลิก และตรวจสอบคลังน้ำมัน 92 คลัง โดยดูจากปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ เช่น ที่จังหวัดปทุมธานี พบการใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ในช่วงวันที่ 9-10 มี.ค. สูงกว่าปกติที่ 500 กิโลวัตต์
  • เหตุการณ์ที่ 3: ตรวจสอบปั๊มน้ำมันที่ปิดให้บริการและแจ้งว่าน้ำมันไม่พอ พบข้อมูลในจังหวัดสมุทรสาครที่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม แม้มีรถขนส่งน้ำมันอยู่

ความผิดทางกฎหมายและบทลงโทษ

นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในจังหวัดระยอง พบคลังน้ำมันที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 38 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวยังมีการรับจ้างขนส่งแต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 12 มีโทษตามมาตรา 41 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับกรณีจังหวัดสมุทรสาคร บริษัทถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก พบความผิดซึ่งหน้าหลายประการ เช่น มีสถานีบริการน้ำมันภายในโดยไม่ได้ขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินการต่อไป

พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า พฤติการณ์ทั้งหมดอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ และมีการห้ามผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดโดยจงใจทำให้ราคาต่ำหรือสูงเกินสมควร ซึ่งจะมีการไล่ตรวจสอบย้อนหลัง

ทุกพฤติการณ์ที่ตรวจสอบพบจะนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษในวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยเน้นพฤติกรรมทางคดีที่ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากการไม่มีน้ำมันใช้เป็นหลัก