ไทยพัฒนาดรอนสังหารใกล้เคียงอิหร่าน Shahed-136 โครงการร่วมกองทัพ-เอกชน
ไทยพัฒนาดรอนสังหารใกล้เคียงอิหร่าน Shahed-136 (29.03.2026)

ไทยพัฒนาดรอนสังหารใกล้เคียงอิหร่าน Shahed-136 โครงการร่วมกองทัพ-เอกชน

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาอาวุธโดรนสังหาร โดยมีรายงานล่าสุดว่ากองทัพอากาศไทยได้ร่วมมือกับภาคเอกชนภายในประเทศในการพัฒนาโดรนที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับ Shahed-136 ของอิหร่าน ซึ่งเป็นโดรนพลีชีพราคาประหยัดที่มีระยะทำการประมาณ 500 ถึง 1,000 กิโลเมตร โครงการนี้มุ่งเน้นการผลิตระบบอาวุธโดรนโจมตีภายในประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันภัยคุกคามรอบด้าน โดยเฉพาะในบริบทภูมิภาคที่ยังมีความตึงเครียด

ศักยภาพทางเทคนิคและวิศวกรรมของไทย

ในแง่ของศักยภาพทางเทคนิค การสร้างโดรนตระกูล Shahed-136 ซึ่งใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อนและราคาไม่แพงนั้น ไทยสามารถทำได้อย่างสบายๆ สถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมการบินในประเทศ เช่น สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และสถาบันวิจัยอื่นๆ มีความเชี่ยวชาญในการใช้วัสดุคอมโพสิตหรือไฟเบอร์กลาสเพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโดรนสังหารสมัยใหม่

เครื่องยนต์ของโดรน Shahed-136 ใช้เครื่องยนต์ลูกสูบ 2 จังหวะขนาดเล็กที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาดพลเรือน ส่วนระบบนำทางนั้นอาศัยเทคโนโลยี GPS/GNSS ร่วมกับ Inertial Navigation System (INS) ราคาประหยัด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องตลาด แม้ระบบนี้อาจถูกรบกวนสัญญาณได้ แต่ก็เพียงพอสำหรับภารกิจพลีชีพที่เน้นความแม่นยำพื้นฐาน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา

ไทยมีจุดแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานอย่าง DTI และกองทัพมีโครงการพัฒนา UAV มาอย่างยาวนาน เช่น โครงการ D-Eyes และความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้างโดรนตรวจการณ์ นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพและกลุ่ม Maker ที่เชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมควบคุมการบินและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับประมวลผลภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาดรอนสงครามยุคใหม่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

บทเรียนจากสงครามระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า แม้กองกำลังที่มีระบบป้องกันหนาแน่นก็ไม่อาจรอดพ้นจากการโจมตีของขีปนาวุธและโดรนสังหารที่ใช้เทคโนโลยีพื้นๆ ได้ การพัฒนาดรอนสังหารในไทยจึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

ความท้าทายและอุปสรรคสำคัญ

แม้ไทยจะสามารถสร้างตัวโดรนได้ แต่การทำให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าในสมรภูมิจริงยังเป็นโจทย์ที่ยากลำบาก ระบบต่อต้านการแจมมิ่ง (Anti-Jamming) เพื่อให้โดรนบินถึงเป้าหมายได้แม้โดนรบกวนสัญญาณ GPS นั้น ต้องการซอฟต์แวร์นำทางที่แม่นยำและเทคโนโลยีระดับสูง

การผลิตจำนวนมากหรือ Mass Production ก็เป็นอีกความท้าทาย จุดเด่นของโดรนอิหร่าน Shahed คือราคาถูกและผลิตได้ปริมาณมากเพื่อใช้กลยุทธ์ฝูงบิน (Swarm) การสร้างโรงงานผลิตในไทยให้ได้ราคา 6 แสนถึง 1.6 ล้านบาทต่อลำ จำเป็นต้องมีการสนับสนุนงบประมาณและซัพพลายเชนที่ครบวงจร

การบูรณาการหัวรบและความร่วมมือกับกรมสรรพาวุธ

การติดตั้งหัวรบ (Warhead) เข้ากับโครงสร้างลำตัวของโดรนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องรักษาสมดุลระหว่างอำนาจทำลายล้างสูงสุดและความปลอดภัยในการขนส่งตามมาตรฐานทางทหาร ความร่วมมือกับกรมสรรพาวุธจึงมีความสำคัญใน 3 มิติหลัก:

  • การจัดการวัตถุระเบิดแรงสูง: การออกแบบระบบ Safety Interlocks เพื่อป้องกันการจุดระเบิดโดยไม่ตั้งใจ
  • วิศวกรรมตัวลำ: การคำนวณจุดศูนย์ถ่วงและเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างให้ทนต่อแรงสั่นสะเทือน
  • การออกแบบอำนาจทำลายล้าง: การเลือกรูปแบบหัวรบที่เหมาะกับเป้าหมาย เช่น สะเก็ดระเบิดสำหรับบุคคลหรือยานพาหนะไม่หุ้มเกราะ

กฎหมายและนโยบายที่ต้องปรับปรุง

ปัจจุบันไทยเน้นการพัฒนาดรอนเพื่อการตรวจการณ์และกู้ภัยเป็นหลัก การเปลี่ยนผ่านไปสู่โดรนติดอาวุธหรือโดรนสังหาร จำเป็นต้องมีนโยบายความมั่นคงที่ชัดเจนและการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างคล่องตัวมากขึ้น

ในภาพรวม ไทยมีศักยภาพทางวิศวกรรมที่จะพัฒนาดรอนสังหารได้แน่นอน และอาจทำได้ดีกว่าในบางจุด แต่โจทย์ใหญ่คือการทำให้มีราคาถูกและเสถียรพอที่จะผลิตในปริมาณมาก เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินจากผู้รุกรานได้อย่างมีประสิทธิภาพ