เฉือนพื้นที่ทับซ้อนป่าทับลาน 4 ข้อกังวล ห่วงนายทุนซื้อที่ดิน
เฉือนพื้นที่ทับซ้อนป่าทับลาน 4 ข้อกังวล ห่วงนายทุน

ความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่างรัฐกับประชาชนบริเวณแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่พาดผ่านจังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 60 ปี ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติเห็นชอบเพิกถอนแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานบางส่วน

ข้อกังวล 4 ประการจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับคุณภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าหลังจากคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประชุมเสร็จ อธิบดีกรมอุทยานฯ ในฐานะเลขาธิการจะรวบรวมข้อสรุปเป็นเอกสารเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน แม้จะเป็นเรื่องดีที่มีการแยกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและพยายามแก้ไขเป็นรายกลุ่ม แต่มูลนิธิสืบฯ มีข้อกังวลหลัก 4 ประการ

ข้อกังวลที่ 1: การตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับประโยชน์

พื้นที่ที่ถูกเพิกถอนจากแนวเขตอุทยานมี 5 กลุ่ม รวมประมาณ 1.5 แสนไร่ ประกอบด้วย พื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่อุทยานทับซ้อน 53,416.47 ไร่ และพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติ ครม. ปี 2520 เนื้อที่ 8,328 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ "สปก.งอก" ที่ยังไม่มีรูปแปลงชัดเจน ทำให้สถานะยังอยู่ในพื้นที่อุทยานและไม่ประกาศเป็น สปก. อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่ากังวลเนื่องจากมีคดีความจำนวนมาก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลุ่มที่ 3 คือ พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง ตามมติ ครม. 28 กรกฎาคม 2535 เนื้อที่ 87,500 ไร่ ที่เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการเป็นแปลงรวม กลุ่มที่ 4 คือ พื้นที่นอกเขต สปก. และโครงการความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 1.09 แสนไร่ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้สำรวจตรวจสอบแปลงที่ดินภายใต้มาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ 2562 โดยในกลุ่มนี้มีพื้นที่บุกรุกจนเกิดคดีความและอยู่ระหว่างกระบวนการทางศาลประมาณ 500 กว่าคดี กลุ่มที่ 5 คือ พื้นที่ราชพัสดุ สนามฝึกซ้อมรบก่อนกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 6,621 ไร่ ให้เพิกถอนตามการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุของราชการทหาร

"ข้อกังวลคือพื้นที่ที่ถูกเพิกถอนเหล่านี้มีกลไกในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่เข้ามารับประโยชน์ในที่ดิน สปก. เพราะเราเห็นว่าสปก.ในหลายพื้นที่มีการบุกรุก ขยายเพิ่มเติม การสวมสิทธิ และดำเนินกิจกรรมไม่ถูกต้องตามคุณสมบัติหรือหลักเกณฑ์ของ สปก. จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรอบคอบในการพิสูจน์และตรวจสอบให้ถูกต้องโปร่งใส"

ข้อกังวลที่ 2: ผลกระทบต่อคดีความที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

พื้นที่เหล่านี้มีคดีความที่ดำเนินการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ภายใต้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ บางคดีอยู่ในชั้นอัยการและศาล เมื่อมีการเพิกถอนจะกระทบต่อคดีเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าควรดำเนินการต่อหรือสิ้นสุดคดี หากศาลพิจารณาให้ สปก. เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ จะเป็นการ "นิรโทษกรรม" โดยปริยายให้กับผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี เนื่องจากคุณสมบัติหรือกระบวนการของ สปก. อาจไม่เข้มงวดเท่ากับ พ.ร.บ. อุทยานฯ

ข้อกังวลที่ 3: ผลกระทบต่อสัตว์ป่าและความขัดแย้งกับชุมชน

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดเริ่มเข้าไปใช้ประโยชน์และเกิดความขัดแย้งกับชุมชน แนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต จึงต้องมีมาตรการป้องกันหรือแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนในการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ป่าให้ชัดเจน "ในวันนี้มีช้างเป็นร้อยตัวที่เข้าไปกินพืชไร่ของประชาชนในบริเวณนั้น ถ้าเปลี่ยนสภาพพื้นที่ มีโครงการพัฒนาต่างๆ มีกิจกรรมมนุษย์ที่ไม่เหมือนตอนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. อุทยานฯ ที่มีการดูแลควบคุม เพราะแนวคิดของ สปก. ในเรื่องการอนุรักษ์อาจแตกต่าง ก็เป็นห่วงว่าอาจเกิดผลกระทบหรือความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์มากขึ้น"

ข้อกังวลที่ 4: ผลกระทบต่อคุณค่ามรดกโลก

อุทยานแห่งชาติทับลานได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตาพระยา ปางสีดา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ภายใต้ชื่อ "กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่" หากมีการเพิกถอนพื้นที่ส่วนนี้อาจกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก จึงต้องมีงานวิชาการรองรับว่าการเพิกถอนไม่กระทบต่อพื้นที่มรดกโลก ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจน อาจทำให้คณะกรรมการมรดกโลกตำหนิหรือมีข้อกังวลให้ไทยต้องแก้ไขในอนาคต

นอกจากนี้ แนวเชื่อมต่อที่เรียกว่า "แนวคอร์ริดอร์" ซึ่งมีการลงทุนเกือบ 1.5 พันล้านบาท ทั้งสะพานสัตว์ป่าลอดข้าม อุโมงค์ให้รถวิ่งลอด 3 จุด ปัจจุบันสัตว์ป่าเริ่มเข้าใช้ประโยชน์ทั้งสองฝั่ง เช่น พบเสือโคร่งกว่า 24 ตัว หากรวมพื้นที่ป่าดงใหญ่ก็มากกว่า 30 ตัว และกำลังจะข้ามมาในพื้นที่เขาใหญ่ โดยเฉพาะหมู่บ้านไทยสามัคคีมีส่วนควบเกี่ยวกับแนวคอร์ริดอร์ของพื้นที่มรดกโลก หากมีกิจกรรมมนุษย์เข้ามาก็อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเชื่อมต่อสัตว์ป่า และภายในพื้นที่กำลังจะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนของกรมชลประทาน การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M61 ในอนาคต ยิ่งซ้ำเติมผลกระทบให้รุนแรงมากขึ้น

นี่อาจกลายเป็นโมเดลสำหรับชุมชนอื่นที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ให้ออกมาเรียกร้องเพิกถอนพื้นที่และไปอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. อื่น ทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ. อุทยานฯ มาตรา 64 ที่พยายามแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ป่าอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนจนบรรลุผล โดยมีหลักประกันหรือโครงการที่ได้รับการอนุมัติชัดเจนว่าชุมชนอยู่ในพื้นที่นี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ชุมชนมีข้อห่วงกังวลว่าไปอยู่ในรูปแบบหรือ พ.ร.บ. อื่นอาจมีโอกาสหรือความชัดเจนด้านพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมอุทยานฯ ควรระวัง