นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบ
เสาหลักสำคัญในการรับมือ Climate Change
ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จากยุทธศาสตร์ชาติสู่ภูมิอากาศใหม่ : ทิศทางประเทศไทยในการรับมือ Climate Change” นางสาวดาริกาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการระหว่าง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) โดยมีเสาหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านทางกฎหมายและนโยบาย: ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เอื้อต่อการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation & Resilience) โดยบูรณาการแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) เข้ากับ 6 ภาคส่วนเสี่ยง ได้แก่ การท่องเที่ยว เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐาน
- การเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ: ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกและสร้างสมดุลทางธรรมชาติ
- การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวร่วมกับภาคเอกชน: ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
นางสาวดาริกา กล่าวว่า การรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก ลดความเสียเปรียบทางการค้าจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเป็นการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ สร้างงานสีเขียว และส่งต่อประเทศไทยที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป
บางบาลโมเดล ต้นแบบการปรับตัวที่พิสูจน์แล้ว
ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมโลกร้อน) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบสุขภาพของประชาชน ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” หรือ Climate Resilience ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ
ดร.พิรุณ เปิดเผยว่า ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 (ปธส. 13) จำนวน 74 ท่าน ได้ร่วมกันศึกษาเชิงลึกผ่านสารนิพนธ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ท้าทาย อย่างอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยได้นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้จริงผ่าน 7 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ด้านการปรับตัว (Adaptation)
- ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
- ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation)
- ด้านการยกระดับธุรกิจ SMEs
- ด้านการเงินสีเขียว (Financial)
- ด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint)
- ด้านการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building)
“ผลงานในวันนี้ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการศึกษา แต่เป็น ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปฏิบัติได้จริง และจะเป็นฟันเฟืองทรงพลังในการขยายผลต้นแบบ ‘บางบาลโมเดล’ ไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ” ดร.พิรุณ กล่าวในตอนท้าย



