วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และอดีตเลขาฯ สมช. วิจารณ์การทำงานของเลขาธิการ สมช. คนปัจจุบันและเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าทำงานชิลและสอบตกในการแก้ปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
น้อมรับคำวิจารณ์แต่ยืนยันไม่ปล่อยชิล
นายฉัตรชัยกล่าวว่า พร้อมน้อมรับคำวิจารณ์ แต่ยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยตามสบาย ทุกอย่างมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง เป้าหมาย และหน่วยรับผิดชอบที่ชัดเจน อยู่ในมติสภาความมั่นคง กำหนดไว้ทุกประเด็น ทั้งแนวทางการดำเนินการของหน่วยความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ การขับเคลื่อนเป็นไปตามมติ สมช. อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงมหาดไทยและเหล่าทัพ
“รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวผ่าน สมช. อย่างครบถ้วน ไม่ได้ทำงานชิลตามที่ พล.ท.ภราดร ระบุ นอกจากนี้งานความมั่นคงนั้นมีบางเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและมีเรื่องแทรกซ้อนมากมาย จึงไม่ควรพูดทั้งหมดต่อสาธารณะ เพราะคู่ขัดแย้งอาจเอาไปแสวงหาประโยชน์ได้” เลขาธิการ สมช. กล่าว
ยุทธศาสตร์สำคัญของไทย
เลขาธิการ สมช. กล่าวต่อไปว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของไทยมีเป้าหมายปกป้องอธิปไตย นำดินแดนที่เป็นของไทยกลับคืนมา และสถาปนาความมั่นคงชายแดน โดยมีแนวทางด้านการทหาร เปิดช่องการปฏิบัติการทางการทหารที่เปิดกว้างตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตย หรือยับยั้งการใช้กำลังทหารของกัมพูชา ส่วนด้านการต่างประเทศ มีการเจรจาทวิภาคีเป็นหลัก เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายที่สาม คงระดับความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ปัญหาด้วยกัน
รัฐบาลไทยมีปัญหาขัดแย้งเฉพาะกับรัฐบาลกัมพูชา แต่จะไม่มีปัญหากับประชาชนกัมพูชา โดยจะระมัดระวังการออกมาตรการต่างๆ ให้กระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายให้น้อยที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะเกิดความขัดแย้งฝังรากลึก ขณะที่ด้านการบริหารจัดการชายแดน การควบคุมชายแดน อาทิ การปิดจุดผ่านแดน ควบคุมสินค้าส่งออกเพื่อกดดันกัมพูชา รวมถึงควบคุมการลักลอบขนของ ขนคน ที่จะส่งเสริมการอยู่ได้ของกลุ่มสแกม แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ
การมอบหมายหน่วยรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ
นายฉัตรชัยเผยอีกว่า หน่วยรับผิดชอบมีการมอบหมายอย่างเป็นระบบชัดเจน เช่น ฝ่ายทหาร มีเรื่องปฏิบัติการด้านการทหาร กระทรวงต่างประเทศ ทำหน้าที่การเจรจาและชี้แจงตามความเข้าใจประชาคมระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องประชาชนและการอพยพ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือการค้าขายผู้ประกอบการรายย่อยบริเวณชายแดน
ขณะเดียวกัน สมช. ยังได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพบหารือกับหน่วยความมั่นคงทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นมีการจัดการประชุม สมช. เพื่อติดตามและกำกับทิศทางของรัฐบาลในเรื่องกัมพูชาเป็นไปในเป้าหมายเดียวกันทุกมิติอย่างเข้มข้น อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งต้องมีการประชุม สมช. ซึ่งในปี 2568 มีการประชุม สมช. ถึง 18 ครั้ง
การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้
ส่วนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เลขาธิการ สมช. ระบุว่า รัฐบาลได้น้อมนำยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาดำเนินการอยู่แล้ว และยึดถือการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการจัดทำนโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2568-2570 ได้ยึดโยงจากทั้งภาครัฐ ประชาชน และประชาสังคมร่วมกัน มีรายละเอียด เป้าหมาย วัตถุประสงค์ หน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ครอบคลุมการรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาที่สอดรับกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ การใช้กระบวนยุติธรรม และการเยียวยา หลังจากมีการแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลแล้ว ก็จะประสานและขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพ
ส่วนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยดังกล่าว ก็ได้มีการพูดคุยวงเล็กมาอย่างต่อเนื่อง



