หลังเหตุการณ์เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาในฝั่งไทยบริเวณแนวพื้นที่ช่องโอร์เสม็ด จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 11 นัด ขณะที่ฝ่ายไทยไม่ได้ตอบโต้รุนแรง แต่มีการยิงเตือนและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่หยุดนิ่งมานานกว่า 5 เดือน จะเดือดระอุกลับมาอีกรอบหรือไม่
การยั่วยุเพื่อเรียกกระแสความนิยม
อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการพยายามยั่วยุของฮุน เซน เพื่อเรียกกระแสความนิยมคืนจากประชาชนกัมพูชา เนื่องจากหลังการปะทะรอบที่สองช่วงเดือนธันวาคม 2568 ไทยสามารถยึดพื้นที่แนวเส้นสีแดงที่กัมพูชาเคยอ้างสิทธิ์ไว้ได้ ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงแนวเส้นสีน้ำเงินซึ่งเป็นแนวเผชิญหน้าของทหารไทย-กัมพูชา
สอดคล้องกับคำพูดของสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยการเมืองในฝรั่งเศส กล่าวว่า "นี่คือความล้มเหลวในการนำประเทศของฮุน เซน หลังจากการหยุดยิงครั้งที่ 2 ส่งผลให้ 72 พื้นที่ที่กัมพูชาต้องเสียให้กับประเทศไทย ดังนั้นจะยังคงให้ตระกูลนี้นำประเทศชาติลงสู่หุบเหวอีกหรือ" ซึ่งถือเป็นคำพูดที่รุนแรงและเป็นการบ่อนทำลายทางการเมืองของฮุน เซน
การสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกคะแนนนิยม
ที่ผ่านมาจึงมีการสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อเรียกคะแนนนิยมของตัวเองกลับคืนมา ทั้งกรณีของ "ลุงโยชน์" ชาวบ้าน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ถูกคุมขังกว่า 20 วัน หลังถูกทหารกัมพูชาจับกุมขณะออกไปหาของป่าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 หรือกรณีชาวบ้านเข้าไปหาอึ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำสายโท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บังเอิญเจอทหารกัมพูชากว่า 10 นาย พร้อมอาวุธปืนครบมือ เดินอยู่ในเขตแดนไทย ห่างจากจุดเขตแดนไทย-กัมพูชาประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนจะหนีรอดมาได้
อาจารย์ทรงฤทธิ์กล่าวว่า "ในอดีต ฮุน เซน จะไม่ค่อยสนใจกับคำพูดของคนที่อยู่นอกประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมามีการปิดข่าวสารจากทุกด้าน มีแต่ข้อมูลข่าวสารที่ตระกูลฮุนเซนต้องการให้รู้เท่านั้น แม้กระทั่งการบาดเจ็บล้มตายของทหารรอบ 1 รอบ 2 ก็จะบอกว่ามีน้อยมากที่เสียชีวิตไป ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมันเยอะ แต่ปัจจุบันประชาชนได้รับข่าวสารและข้อเท็จจริงจากภายนอกมากขึ้น จึงทำให้สถานการณ์ของตระกูลฮุน เซน เริ่มสั่นคลอน"
วิกฤตเศรษฐกิจกัมพูชา สัญญาณอันตรายระบอบฮุน เซน
ปัจจุบันกัมพูชากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก ค่าแรงเท่าเดิมหรือน้อยลง สวนทางกับราคาค่าครองชีพที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ขยับขึ้นมาถึงลิตรละ 200 บาท ขณะที่ภาคแรงงานเหมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ ตั้งแต่ตอนที่ฮุน เซน บังคับให้แรงงานกว่า 960,000 คนกลับบ้าน โดยบอกว่าจะมีโรงงานและอุตสาหกรรมรองรับแรงงานเหล่านี้ ต่อเนื่องด้วยแรงงานที่ครบกำหนดการจ้างงานในประเทศไทยเดินทางกลับเข้าไปเพิ่มอีก ทำให้มีแรงงานกว่า 1,700,000 คนที่ว่างงาน และในจำนวนนี้มีเพียง 15% ที่อยู่ในสภาวะเพิ่งได้งานทำ ทั้งยังเจอภาษีทรัมป์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของกัมพูชาอย่างสาหัส
ทุกวันนี้กัมพูชาจึงพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่าธุรกิจส่งออกยังดีอยู่ ทั้งที่ภาพความเป็นจริงแรงงานที่มีอยู่ในภาคอุตสาหกรรมไม่มีโอที ค่าแรงทั้งเดือนอยู่ที่ประมาณ 210 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 บาท โรงงานการผลิตต่าง ๆ เริ่มย้ายฐานใหม่ เนื่องด้วยการเมืองในกัมพูชาไม่เสถียร รวมถึงการขัดแย้งกับประเทศไทย
อาจารย์ทรงฤทธิ์กล่าวว่า "เศรษฐกิจกัมพูชามาจากภาคการส่งออก โดยเฉพาะเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดกีฬา ถุงเท้า รองเท้า เครื่องหนัง แต่การส่งออกในห้วงที่ผ่านมาเป็นสิทธิพิเศษทางการค้า ดังนั้นการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งกำแพงภาษี 19% เท่ากับประเทศไทย และถึงแม้จะลดลงมาที่ 15% นั่นเท่ากับว่าการใช้สิทธิพิเศษทางการค้าที่ผ่านมาจากสหรัฐฯ ไม่มีแล้ว เท่ากับว่าการสูญเสียเงิน 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี"
เปิดตัวทายาทรุ่นที่ 3 ปิดเกมสานต่ออำนาจฮุน เซน
เมื่อถามว่าการเปิดตัวทายาทรุ่นที่ 3 จะเข้ามาช่วยรับมือวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจในกัมพูชาได้หรือไม่ อาจารย์ทรงฤทธิ์ตอบทันทีว่า "ไม่ได้" เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชาถูกตัดความช่วยเหลือลง 30% จากยุโรป ในขณะที่ประเทศพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ก็ระงับความช่วยเหลือ รวมถึงเงินสนับสนุนเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามสัญญาออสตราวา ยกเว้นเงินสนับสนุนจากบางประเทศที่ให้แบบจำกัดมากขึ้น
ในขณะที่ทหารหน่วย BHQ (Bodyguard Headquarters) หรือกองบัญชาการองครักษ์ กองกำลังส่วนตัวและหน่วยรบพิเศษระดับหัวกะทิที่ขึ้นตรงต่อสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้ขึ้นกับโครงสร้างสายบังคับบัญชาของกองทัพกัมพูชาทั่วไป คือเบื้องหลังอำนาจตระกูลฮุน จำนวนกว่า 3,500 นาย มีหน้าที่เฝ้าตามตรอกซอกซอย ชุมชนที่เคยเป็นฐานคะแนนเสียงของฝ่ายค้าน กลุ่มคนที่เคยออกมาประท้วงบ่อย ๆ บุคคลที่เคยเป็นหัวโจกในการเรียกร้องค่าแรง หรือแม้กระทั่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องเสรีภาพของสื่อ ทุกซอยที่คนเหล่านี้อยู่จะมีวงจรปิดที่สามารถสอดส่องได้ทั้งหมดเพื่อไม่ให้กระทำการรวมตัวก่อการประท้วง
"1,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินกว่า 3,000 ล้านบาท" ที่ฮุน เซน ต้องจ่ายเป็นค่าแรงให้กับทหารหน่วย BHQ ในแต่ละปี หากเป็นในเมื่อก่อนจำนวนเงินไม่ได้มีปัญหา ทว่าท่อน้ำเลี้ยงจากเครือข่ายสแกมเมอร์หายไป หลังประเทศจีน เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศมีการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ขณะนี้ฮุน เซน ต้องเร่งสร้างเครือข่ายสแกมเมอร์ขึ้นมาใหม่ แม้หัวหน้าใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนเทาจะถูกส่งกลับประเทศ การสานต่อจะเป็นอดีตลูกน้องที่เคยทำงานให้กับคนเหล่านั้น โดยมีข้อแม้ว่าจะไม่สแกมเข้าไปหลอกคนในประเทศจีน แต่จะเลือกเหยื่อในภูมิภาคอาเซียนอื่น ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยง BHQ แล้วใช้กำลัง BHQ ไปกดขี่ประชาชน ต่อจากนี้ในกัมพูชาทุกจังหวัดจะมีสแกมเมอร์ภายใต้ฮุน เซน โดยผู้มีอำนาจในแต่ละจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ
อาจารย์ทรงฤทธิ์กล่าวว่า "แต่สังเกตในห้วงนี้ ที่มีคนออกมาประท้วงหน้าธนาคาร ไม่มีคนกัมพูชา แต่เป็นคนจีน คนจีนฝากเงินแล้วถอนคืนไม่ได้ ธนาคารล้มไปแล้ว 4-5 แบงก์ ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมต่อโดยตรงทางการเงินกับสแกมเมอร์เดิมที่จับกลับไปจีน กระแสเงินในระบบหายไป นี่คือสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่าเขาแสดงพลังของพวกเขาไม่ได้ เพราะทหารหน่วย BHQ ยังทำหน้าที่อยู่"
จีนเปลี่ยนตัวผู้เล่น ตระกูลนโรดมโค่นอำนาจฮุน เซน
จีนมีผลประโยชน์ทางการค้าในกัมพูชา แต่หากถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป อาจารย์ทรงฤทธิ์ระบุว่า จีนจะรักษาอิทธิพลของตัวเองในกัมพูชาต่อไป แต่จะเปลี่ยนตัวเล่น ที่มีการเลือกแล้วนั้นก็คือตระกูลนโรดม โดยมีการเติมท่อน้ำเลี้ยงให้กับพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) ที่ก่อตั้งโดยสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ปัจจุบันมีพระองค์เจ้านโรดม จักราวุธ (พระโอรสในสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์) ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค
วันที่ 6 มิถุนายน 2570 การเลือกตั้งท้องถิ่นกัมพูชา (คล้ายกับ อบต.) อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมอำนาจ เนื่องด้วยที่ผ่านมาผู้นำท้องถิ่นจะมีประมาณ 11,622 คน อยู่ภายใต้อำนาจฮุน เซน 9,000 กว่าคน ส่วนอีก 2,000 กว่าคน อยู่ภายใต้พรรคแสงเทียน แต่พรรคนี้กำลังจะถูก กกต. ยุบ แต่ที่น่าสนใจคือพรรคแสงเทียนกำลังสร้างพันธมิตรกับพรรคพลังชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรเดิมของสม รังสี และอาจจะร่วมมือกับพรรคฟุนซินเปก เพื่อโค่นล้มอำนาจฮุน เซน
เวทีระหว่างประเทศ สกัดสแกมเมอร์ ไทยคุมเกมยาว
การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังของไทยในห้วงที่ผ่านมา และขยายไปสู่เวทีระหว่างประเทศ จนเป็นวาระแห่งชาติในรัฐสภาสากล นั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสานต่อในการเปิดโปงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และไม่ปล่อยให้กัมพูชาทำตัวเองเป็นเหยื่อ ทั้งที่เป็นโจร หากสัมฤทธิ์ผลและได้รับความร่วมมือกับมหาอำนาจและนานาชาติมากขึ้น จะเป็นการสกัดสแกมเมอร์ที่มีศูนย์อยู่ในกัมพูชาภายใต้ฮุนเซน ไม่ให้สามารถทำได้อย่างสะดวกเหมือนเดิม เท่ากับเป็นการตัดรายได้ของฮุน เซน ในการปกป้องอำนาจของตัวเอง



