ครม. ไฟเขียวแผนใช้เงิน กสศ. ปี 70 วงเงิน 8.99 พันล้าน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา
ครม. ไฟเขียวแผนใช้เงิน กสศ. ปี 70 วงเงิน 8.99 พันล้าน

ครม. ไฟเขียวแผนการใช้เงินปี 70 ของ กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

5 แผนงานหลักของ กสศ.

  • แผนงานที่ 1: สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาค อัตรา 4,200 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
  • แผนงานที่ 2: แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ เช่น การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล
  • แผนงานที่ 3: เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด All for Education และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง
  • แผนงานที่ 4: พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ผ่านการพัฒนางานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการ
  • แผนงานที่ 5: บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล

ประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการชี้เป้ากลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน