"พิมพ์ภัทรา" เสนอ 6 วาระเร่งด่วนปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย แก้วิกฤตคุกแออัด
"พิมพ์ภัทรา" เสนอ 6 วาระเร่งด่วนปฏิรูประบบราชทัณฑ์

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย เสนอ 6 วาระเร่งด่วนเพื่อปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย ระหว่างการอภิปรายสนับสนุนญัตติของแพทย์หญิงบุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฎฐา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ

นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน ขณะที่เรือนจำรองรับได้เพียงประมาณ 240,000 คน ทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียนด้านความแออัดในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าปัญหาความแออัดไม่ใช่เพียงเรื่องพื้นที่ แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความล้มเหลวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งกว่า 70-80% ของผู้ต้องขังเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และส่วนใหญ่เป็นผู้เสพหรือรายย่อย

นางสาวพิมพ์ภัทราระบุว่า "เรากำลังเอาปลาน้อยไปขังรวมกับอาชญากรอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การบำบัด แต่คือการสร้างเครือข่ายอาชญากรรมโดยไม่ตั้งใจ" นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประกันตัว ทำให้คุกกลายเป็นที่ขังคนจน สัดส่วนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 27% ซึ่งขัดต่อหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นางสาวพิมพ์ภัทรายังกล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังว่า พื้นที่นอนเฉลี่ยในเรือนจำไทยมีเพียง 1.1 ตารางเมตรต่อคน แคบกว่าเตียงเด็ก และต้องเผชิญความท้าทายใหม่ เช่น ผู้ต้องขังสูงวัย ผู้ต้องขังหญิง และผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบสาธารณสุขในเรือนจำยังไม่สามารถรองรับได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้าถึงแพทย์และสิทธิการรักษาที่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวถึงผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า เจ้าหน้าที่ 1 คนต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก ภายใต้ภาระงานและความเครียดสะสม ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายออกจากระบบราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว ประเทศไทยยังมีแสงสว่างจากโครงการกำลังใจในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ที่ช่วยฟื้นฟู พัฒนาทักษะ และคืนโอกาสให้ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยังเป็นผู้นำในการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" หรือ The Bangkok Rules จนได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ

นางสาวพิมพ์ภัทรายังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างงบประมาณของกรมราชทัณฑ์ว่า งบประมาณส่วนใหญ่เน้นการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่งบด้านการบำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังมีสัดส่วนไม่ถึง 2% ของงบทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำอาชีพ เช่น การทอผ้าและงานเครื่องถมเข้าไปพัฒนาผู้ต้องขังในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ยังติดข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบจำนวนมาก

นางสาวพิมพ์ภัทราเสนอ 6 วาระเร่งด่วนเพื่อปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย ได้แก่ การลดผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี การปฏิรูปนโยบายยาเสพติดโดยเปลี่ยน "ผู้เสพเป็นผู้ป่วย" การเชื่อมสิทธิการรักษากับระบบสาธารณสุขภายนอก การใช้มาตรการทางเลือกแทนการจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง การปรับโครงสร้างงบประมาณไปสู่การพัฒนาพฤตินิสัย และการสร้างระบบนิเวศคืนคนดีสู่สังคมผ่านธุรกิจเพื่อสังคมและบ้านกึ่งวิถี

นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวทิ้งท้ายว่า "การปรับปรุงเรือนจำไม่ใช่การสปอยล์คนผิด แต่คือการสร้างหลักประกันว่า เมื่อเขากลับเข้าสู่สังคมแล้ว เขาจะกลับมาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของพวกเรา ไม่ใช่กลับมาพร้อมความแค้น การให้โอกาสคือการทำให้เขากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของสังคม"