ศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ตร. เดือด พล.ต.ท.อำนวย ย้ำต้องยึดอาวุโส
ศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.เดือด พล.ต.ท.อำนวยย้ำต้องยึดอาวุโส

ศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ตร. เดือด พล.ต.ท.อำนวย ย้ำต้องยึดอาวุโส หากข้ามรุ่นต้องแจงสังคม

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เปิดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยย้ำชัดเจนว่า หลักอาวุโส เป็นหลักสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นหลักที่ปลอดภัยที่สุด ขณะที่หลักเกณฑ์วัดความรู้ความสามารถยังไม่มีตัวชี้วัดเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าหากมีการเลือกผู้มีอาวุโสน้อยกว่าขึ้นดำรงตำแหน่ง ต้องชี้แจงข้อมูลและเหตุผลต่อสังคมอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน กล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร. ว่า ประเด็นนี้มีการพูดคุยกันหลายครั้งแล้ว โดย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2565 ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะต้องยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติขึ้นมาเพื่อบำบัดทุกข์ให้กับสองส่วน คือ ทุกข์ของประชาชนและทุกข์ของข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการ การถูกกลั่นแกล้ง และการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ที่ประชุมจึงมีมติชัดเจนว่าจะนำหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจมาบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจอย่างฟุ่มเฟือย โดยให้ความสำคัญกับสองหลักการ คือ หลักอาวุโส และหลักความรู้ความสามารถ

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวว่า ในตัวบท พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 82 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ด้านอาวุโสไว้อย่างชัดเจน โดยกำหนดลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งตั้งแต่ระดับ สว. ถึง รอง ผบก. ต้องเรียงตามลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 ระดับ ผบก. ถึง ผบช. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ถึง รอง ผบ.ตร. เรียงลำดับอาวุโส 100 เปอร์เซ็นต์ และระดับ ผบ.ตร. ต้องเรียงลำดับอาวุโส 1,000 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการข้ามรุ่นหรือข้ามอาวุโส หลักเกณฑ์นี้สามารถคำนวณได้ชัดเจนจากระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ทำให้หลักอาวุโสเป็นหลักที่ปลอดภัยที่สุด ไม่สามารถโต้แย้งได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ตามมาตรา 77 อนุ 1 กำหนดให้แต่งตั้งจากรอง ผบ.ตร. หรือจเรตำรวจแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้คัดเลือก โดยคำนึงถึงลำดับอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรือป้องกันปราบปราม จากนั้นเสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำความกราบบังคมทูลฯ พล.ต.ท.อำนวย กล่าวว่า ตนเสนอให้เพิ่มเติมประเด็นประสบการณ์ด้านการป้องกันปราบปรามและสืบสวนสอบสวน เนื่องจากเป็นภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิ่มเติม แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จะเป็น ผบ.ตร. ต้องรับผิดชอบหน้างานเหล่านี้ในขณะเป็นรอง ผบ.ตร. เท่านั้น

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวถึงหลักเกณฑ์ความรู้ความสามารถว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน แม้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จะไม่มีบทบัญญัตินิยามความหมายโดยตรง แต่พออนุมานได้จากมาตรา 82 วรรค 2 ซึ่งกล่าวถึงการดูประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และผลประเมินความพึงพอใจของประชาชน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความแกว่ง ดังนั้นการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่มีปัญหาน้อยที่สุดคือการยึดหลักอาวุโสเป็นสำคัญ แต่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการหยิบชื่อผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่าได้ หากสามารถชี้แจงข้อมูลและเหตุผลให้ชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวเหมาะสมกว่าผู้มีอาวุโสมากกว่าเป็นรายบุคคล

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวทิ้งท้ายว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับนี้ใช้มา 4 ปีแล้ว แต่กฎหมายระดับรองและหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นยังไม่ออก ทำให้การบังคับใช้ยังไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ความรู้ความสามารถที่ยังไม่มีตัวชี้วัดที่จับต้องได้ ทำให้ยังคงใช้ความรู้สึกในการตัดสิน ซึ่งเป็นอันตราย มีเพียงหลักอาวุโสเท่านั้นที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เมื่อถามว่าพ.ร.บ.นี้จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด ก็ได้รับคำตอบว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ