เผ่าภูมิหนุนคลังสานต่อ NIT ช่วยคนจนรายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี
เผ่าภูมิหนุนคลังสานต่อ NIT ช่วยคนจนรายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมนำระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ว่า ตนสนับสนุนและยินดีที่กระทรวงการคลังสานต่อระบบ NIT ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ผลักดันไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบบดังกล่าวตอบโจทย์สังคมไทยด้วยเหตุผล 4 ประการ ได้แก่ มีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก มีความเหลื่อมล้ำสูง มีสวัสดิการที่กระจัดกระจาย และขาดข้อมูลรายได้ประชากรที่เป็นระบบ ซึ่ง NIT เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

หลักการของ NIT

นายเผ่าภูมิอธิบายว่า NIT เป็นการโอนเงินโดยตรงให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แทนที่จะต้องเสียภาษี ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินโอนกลับคืนเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยแต่ละคนจะได้รับเงินไม่เท่ากัน ผู้ที่เดือดร้อนมากจะได้รับมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษีโดยไม่ต้องเสียภาษี อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาข้อมูลรายได้ของแรงงานนอกระบบ

ข้อเสนอแนะต่อกระทรวงการคลัง

นายเผ่าภูมิได้ฝากข้อเสนอแนะต่อกระทรวงการคลังไว้ 5 ประการ ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. การกำหนดเกณฑ์รายได้ ในช่วง phase-in (รายได้ต่ำที่รัฐให้เพิ่มตามรายได้) plateau (ช่วงรับเงินคงที่) และ phase-out (รายได้สูงขึ้น เงินช่วยลดลง) ควรกำหนดตัวเลขที่เหมาะสม โดยที่ผ่านมาเคยศึกษาไว้ว่าช่วง phase-in อยู่ที่ประมาณ 32,000 บาทต่อปี ช่วง plateau อยู่ที่ 32,000-36,000 บาทต่อปี และช่วง phase-out อยู่ที่ 36,000-60,000 บาทต่อปี โดยประชาชนจะได้รับสูงสุด 12,000 บาทต่อปี
  2. การพัฒนาระบบตรวจสอบรายได้ ของกรมสรรพากรให้รองรับการยื่นรายได้ของประชาชนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
  3. การเชื่อมโยงข้อมูลสวัสดิการ ระหว่างหน่วยงาน ในระยะแรกอาจใช้การขอความร่วมมือ แต่ระยะยาวควรออกเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับ NIT และผนวกการส่งข้อมูลของหน่วยงานเข้าไป
  4. การปรับระบบสวัสดิการ โดยรวม ต้องมองเชิงระบบว่าจะเกลี่ยสวัสดิการที่กระจัดกระจายของไทยอย่างไร
  5. การพิจารณางบประมาณ สามารถดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจาก NIT สำหรับแรงงานในระบบก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่แรงงานนอกระบบตามงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

นายเผ่าภูมิกล่าวทิ้งท้ายว่าระบบ NIT เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ