ศาล รธน.ชี้แจงคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล พร้อมส่งคำร้องต่อ กกต.
ศาล รธน.ชี้แจงคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ส่งคำร้องต่อ กกต. (28.06.2026)

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 92 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคสอง โดยระบุว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รายละเอียดคำวินิจฉัย

ศาลฯ พิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้ดำเนินการและแสดงออกซึ่งมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการกระทำที่มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังพบว่าพรรคฯ มีการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ

ผลกระทบต่อกรรมการบริหาร

ศาลฯ มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย โดยกรรมการบริหารที่ถูกเพิกถอนสิทธิประกอบด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารอีก 10 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขั้นตอนต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมสำนวนคืนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กกต. จะต้องดำเนินการแจ้งคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลทราบ และดำเนินการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงจัดการทรัพย์สินของพรรคตามกฎหมาย

ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “เรารู้สึกเสียใจต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่เรายังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป” พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะยังคงทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความเห็นจากนักวิชาการ

รศ.ดร.ปฐมา อมรวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “คำวินิจฉัยนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต” โดยชี้ว่าการยุบพรรคครั้งนี้จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งพรรคใหม่ของกลุ่มการเมืองเดิม

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การยุบพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ จะส่งผลต่อสมการทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ และอาจนำไปสู่การรวมกลุ่มของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐบาล