ศาลรธน.ยกคำร้องปมสัญชาติ 'พิธา' พ้นข้อกล่าวหาถือหุ้นไอทีวี
ศาลรธน.ยกคำร้องปมสัญชาติ 'พิธา' พ้นข้อกล่าวหาถือหุ้นไอทีวี

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ยกคำร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ศาลชี้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสัญชาติของนายพิธา ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีสัญชาติอื่นร่วมด้วย แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไป

การวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นการปิดคดีอย่างเป็นทางการ หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยนายพิธาถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นไอทีวีจำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ทำให้อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่ห้ามผู้สมัคร ส.ส. เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายพิธาโต้แย้งตลอด

นายพิธาได้ชี้แจงต่อศาลว่า หุ้นดังกล่าวเป็นมรดกจากบิดา และได้โอนให้ทายาทอื่นแล้วก่อนสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนี้ ทนายความของนายพิธายังชี้ว่าการถือหุ้นดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 และนายพิธาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของไอทีวีแต่อย่างใด

ประเด็นเรื่องสัญชาติของนายพิธาก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาเคยถือสัญชาติฝรั่งเศส แต่นายพิธายืนยันว่าเขาเป็นคนไทยโดยกำเนิด และได้สละสัญชาติฝรั่งเศสก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบทางการเมือง

การยกคำร้องครั้งนี้ส่งผลให้นายพิธาสามารถกลับมาดำรงตำแหน่ง ส.ส. ได้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาถูกกล่าวหาในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม นายพิธายังคงต้องเผชิญกับคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะคดียุบพรรคซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิธากล่าวหลังทราบผลคำวินิจฉัยว่า "ดีใจที่ศาลได้พิจารณาตามข้อเท็จจริงและยกคำร้อง ทำให้ผมสามารถกลับมาทำงานเพื่อประชาชนได้อีกครั้ง" พร้อมย้ำว่าตนจะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป

ประชาชนและนักวิชาการจับตา

นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนมองว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในประเด็นคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเรื่องการถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในการเมืองไทย

ด้านประชาชนบางส่วนแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า การยกคำร้องครั้งนี้เป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ขณะที่บางส่วนยังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกมองว่ามีลักษณะทางการเมือง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในหลายคดีที่พรรคก้าวไกลและนายพิธาต้องเผชิญ ซึ่งรวมถึงคดียุบพรรคที่อาจมีผลกระทบต่ออนาคตของพรรคอย่างมีนัยสำคัญ