เปิดทำเนียบ 18 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายเด่นโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 28 มิ.ย.
เปิดทำเนียบ 18 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายเด่นโค้งสุดท้าย

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ บรรยากาศการหาเสียงในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยผู้สมัครทั้ง 18 คน ซึ่งมีทั้งผู้สมัครในนามพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระ ต่างนำเสนอนโยบายและแนวทางการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมายาวนานของกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหวังให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

เบอร์ 1 หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี

ผู้สมัครอิสระ อดีตวิศวกรด้านอุตสาหกรรมพลังงาน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มาพร้อมแคมเปญ "SAVE BKK - BKK SAFE" โดยมีนโยบายสำคัญ ได้แก่ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี AI และระบบ Face Recognition เกราะป้องกันภัยไซเบอร์ "BKK Cyber Shield" การปฏิวัติระบบจัดการขยะจากการฝังกลบเป็นการผลิตพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต (Waste to Wealth) การจัดการจราจรด้วยระบบ AI ควบคุม 578 แยก เพื่อลดเวลาเดินทางและประหยัดค่าน้ำมัน การเปิดแพลตฟอร์ม "BKK 24/7 Market" กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับโรงเรียนสังกัด กทม. ให้สอนอย่างน้อย 3 ภาษา พร้อมขยายการจ้างงานผู้สูงอายุถึงอายุ 65 ปี

เบอร์ 2 นายสมัย ละเลิศ

ผู้สมัครอิสระ ชูแนวคิด "กรุงเทพฯ เมืองในฝัน" เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การพัฒนาการเดินทางด้วยการเชื่อมต่อระบบรถสาธารณะและปรับปรุงทางเท้าให้ปลอดภัย การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากพร้อมเปิดทำแผนที่น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ การลดมลพิษทางอากาศด้วยการควบคุมรถควันดำและสร้างโรงเรียนปลอดฝุ่น การเพิ่มความปลอดภัยในเมืองด้วยการเพิ่มไฟสว่างทุกซอยเสี่ยงและดูแลพื้นที่หน้าโรงเรียน และการสนับสนุนคนตัวเล็กผ่านการจัดทำตลาดชุมชนและจัดตั้งกองทุนอาชีพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เบอร์ 3 นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์

ผู้สมัครอิสระ อดีตวิศวกรสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมาธิการ ป.ป.ช. เสนอนโยบาย "ครอบครัวกรุงเทพ" โครงการ "A.I. Capital" และเป้าหมาย "Security Phone" โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การนำระบบ AI Capital มาบริหารจัดการน้ำและการจราจรแบบ Real Time การติดตั้งศูนย์ส่งข้อมูล Security Phone 100,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งเหตุช่วยเหลือ 2 ทาง การยกระดับโรงเรียน กทม. เป็นโรงเรียนสาธิต พร้อมโครงการเรียนฟรีถึงปริญญาเอกและตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีน้ำมัน สร้างตลาดน้ำเวนิสกรุงเทพ และพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมระบบส่งอาหาร และการจัดตั้งช่องรายการและสถานีวิทยุ "ครอบครัวกรุงเทพฯ" เพื่อสื่อสารและรับเรื่องร้องเรียน

เบอร์ 4 นายประทีป วัชรโชคเกษม

ผู้สมัครอิสระ มาด้วยแคมเปญ "กรุงเทพ เมืองฟ้าอมร" นำเสนอ 12 แนวคิดพัฒนาชีวิตคนเมือง โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การสร้างแนวป้องกันภัยพิบัติน้ำทะเลหนุนและน้ำท่วมระยะยาวตามโมเดลเนเธอร์แลนด์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงทะเล การแก้วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั้งขนาดใหญ่และเล็กรอบกรุงเทพฯ ร่วมกับการพ่นละอองน้ำตามแนวรถไฟฟ้าและตรวจจับรถควันดำ การแก้ไขปัญหารถติดด้วยการเพิ่มทางขึ้น-ลงทางด่วน ปรับจุดเชื่อมต่อ และขยายโครงข่ายอุโมงค์และรถไฟฟ้า การเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ด้วยการให้ผู้ผลิตรับชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์คืน และแปรรูปเศษอาหารเป็นอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมือง 24 ชั่วโมง ส่งเสริมเศรษฐกิจกลางคืน เพิ่มแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมบันเทิง และร้านอาหาร

เบอร์ 5 นายอนุชา บูรพชัยศรี

พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชูแคมเปญ "เมืองฟ้าอมร... and more" โดยมีนโยบายหลัก ได้แก่ การโอนย้าย ขสมก. มาอยู่ใต้ กทม. จัดทำระบบ Feeder ด้วยรถ Shuttle Bus ไฟฟ้า และผลักดัน "ระบบตั๋วร่วม" ร่วมกับรัฐบาลและเอกชน การยกระดับศูนย์กำจัดขยะหลักเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสีย แปรรูปขยะเป็นพลังงาน และกวดขันรถควันดำและไซต์งานก่อสร้าง การเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ จัดระบบ Fast Track ทำฟัน ยกระดับศูนย์สาธารณสุขเป็นคลินิกชุมชน พัฒนา Telemedicine และจัดระเบียบทางเท้าแบ่งโซนนิ่งการค้า การเพิ่มรายได้ กทม. โดยเก็บภาษีที่พักจากต่างชาติ จ้างงานผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัคร และยกระดับเมืองสู่ Smart City การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างผ่านแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ รวมถึงเปิดให้ประชาชนเข้าถึงกล้อง CCTV สาธารณะ

เบอร์ 6 นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์

ผู้สมัครอิสระ นำเสนอนโยบายหาเสียง 13 ด้าน มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การปรับปรุงผังจราจรใหม่เพื่อลดปัญหารถติดและจัดระบบรถขนส่งชุมชนระยะใกล้ การพัฒนาโครงสร้างระบบระบายน้ำเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมและปรับปรุงสภาพถนนรวมถึงระบบไฟส่องสว่าง การเพิ่มพื้นที่และขยายเวลาเข้าถึงสวนสาธารณะ ควบคู่กับการรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM อย่างสม่ำเสมอ การปรับปรุงทางเท้าพร้อมจัดทำเลขกำกับขอบฟุตบาทเพื่อช่วยบริหารจัดการพื้นที่และส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างปลอดภัย การพัฒนาระบบจัดการขยะในชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพกล้อง CCTV และส่งเสริมชุมชนให้เป็นจุดขายเพื่อสร้างอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

เบอร์ 7 นายภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์

ผู้สมัครจากกลุ่ม "กรุงเทพบินได้" จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตทำงานด้านส่งออก ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์และนักลงทุนอิสระ มาในสโลแกน "กรุงเทพฯ เมืองแห่งความสุข สะอาด ปลอดภัย แข็งแรง" นำเสนอ 47 นโยบาย โดยมีประเด็นเด่น ได้แก่ การขับเคลื่อนโครงการ "คลองแสนแสบดื่มได้" ปรับปรุงคุณภาพน้ำผ่านระบบกรองหลายขั้นตอนและฆ่าเชื้อด้วย UV/คลอรีน ตั้งเป้า 2 กิโลเมตรแรกใน 6 เดือน การแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการทำแก้มลิง ขุดลอกคูคลอง และพัฒนาระบบระบายน้ำแบบกาลักน้ำเข้าสู่อุโมงค์ การจัดระบบคัดแยกขยะทั่วพื้นที่ กทม. พร้อมมาตรการจูงใจยกเว้นค่าเก็บขยะสำหรับครัวเรือนที่แยกขยะถูกต้อง การจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับกลุ่มคนไร้บ้านจำนวน 1,300 คน เพื่อยกระดับสวัสดิการสังคม และการจัดตั้งสำนักงานจัดหาคู่ประจำสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต พร้อมจัดกิจกรรมและตลาดนัดหาคู่หมุนเวียน

เบอร์ 8 นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล

ผู้สมัครอิสระ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทและเอกด้าน Process Systems Engineering เป็นที่ปรึกษาด้าน TQM ชูนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนให้เด็กและประชาชนใช้ AI ในการทำงานและสร้างรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเพิ่มวิชา AI, EV และการตลาดในโรงเรียน การพัฒนาระบบ "หมัน AI ประจำตัวฟรี" เชื่อมโยงโรงพยาบาล และติดตั้ง HEPA SENSOR ในห้องเรียนทุกโรงเรียนเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 การขับเคลื่อนโครงการ "Bangkok Active City" พัฒนาเมืองให้เดินและออกกำลังกายได้ง่ายเพื่อสุขภาพที่ดี การปลดล็อกเศรษฐกิจแผงลอย เพิ่มพื้นที่ค้าขายถูกกฎหมาย ตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำแก้หนี้นอกระบบ และเปิดร้านค้าง่ายใน 24 ชั่วโมง การเพิ่มสถานีชาร์จรถไฟฟ้า พัฒนาแพลตฟอร์ม AI เปิดข้อมูลเมืองให้ประชาชนร่วมแก้ปัญหา และให้บริการร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน

เบอร์ 9 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้สมัครอิสระ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนล่าสุด จบปริญญาตรีวิศวกรรมโยธา จุฬาฯ ปริญญาโท MIT และปริญญาเอกมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา อดีตวิศวกรโครงสร้างและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มาด้วยสโลแกน "คุณอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ ระบบมีประสิทธิภาพ" นำเสนอกว่า 260 นโยบาย โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การผลักดันแนวคิด "บ้านใกล้งาน" ผ่านโมเดลเช่าออม เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินดาวน์ และขยายศูนย์การศึกษาพิเศษครบทั้ง 50 เขต การขยายระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะเพิ่มอีก 200 แยก และพัฒนาแอปพลิเคชันเรียกรถระยะสั้น การเดินหน้าโครงการ "หนึ่งเขต หนึ่งพื้นที่ศิลปะ" ปรับปรุงหอศิลป์กรุงเทพฯ เพิ่มพื้นที่กิจกรรมสาธารณะและมุมหนังสือเด็ก การยกระดับระบบพยากรณ์ฝุ่นแบบรายชั่วโมงและเรียลไทม์ บูรณาการแก้การเผาพื้นที่เกษตร และต่อยอดโครงการ "ไม่เทรวม" แยกขยะพลาสติก และการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2568 เพื่อเพิ่มอำนาจบริหารเมือง และสร้างแพลตฟอร์มกลางรวบรวมข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างเพื่อความโปร่งใส

เบอร์ 10 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

พรรคประชาชน อดีตวิศวกรและนักวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลปี 2566 และอดีต สส. พรรคประชาชนปี 2569 ชูแคมเปญ "40 นโยบาย กรุงเทพง่ายๆ เพื่อประชาชน" โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การเพิ่มเส้นทางรถโดยสารสาธารณะเชื่อมรถไฟฟ้า จัดทำตั๋วครึ่งราคาช่วงเช้า (ก่อน 06.30 น.) พัฒนาระบบตั๋วร่วม และติดตั้งระบบ GPS บอกตำแหน่งรถเมล์ การผลักดัน Mega Project คลองกรุงเทพฯ พัฒนาระบบคลอง 10 ด้าน เช่น เพิ่มเรือโดยสาร สร้างเศรษฐกิจคลอง และหยุดปล่อยน้ำเสียลงคลองหลัก การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ครบมิติ โดยขยายเขต Low Emission Zone เข้มงวดรถบรรทุกควันดำ และสนับสนุนเครื่องจักรเกษตรแทนการเผา การแก้ปัญหาระบบใบส่งตัวสิทธิบัตรทอง โดยโอนย้ายการบริหารจาก สปสช. มาให้ กทม. ดูแล และปรับระบบการจ่ายเงินให้คลินิกอบอุ่นไม่ขาดทุน และการจัดการสายสื่อสารรกรุงรัง โดยกล้าตัดและรื้อถอนสายสื่อสารเก่าที่หมดสภาพ รวมถึงสายที่ไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมพาดสายทั่ว กทม.

เบอร์ 11 นายประยูร ครองยศ

ผู้สมัครอิสระ เคยรับราชการด้านการศึกษาในหลายพื้นที่ของ กทม. และเคยลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 นำเสนอยุทธศาสตร์ 7 ด้านในการขับเคลื่อนเมือง โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การยกระดับสู่มหานครปลอดภัยสูงสุด โดยเปิดใช้แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัย "Bangkok for Care" และเปลี่ยนพื้นที่เสี่ยง-ร้างให้ปลอดภัย การพัฒนาการศึกษาสู่ระดับสากล โดยกำหนดให้นักเรียน กทม. พูดได้ 2 ภาษา และดึงผู้เชี่ยวชาญจากฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และอเมริกา มาร่วมพัฒนา จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนชั้น ม.6 เพื่อศึกษาต่อในสายวิชาชีพ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการสาธารณะด้วยการซ่อมแซมทางเท้า แก้ไขปัญหารถติด และจัดหาไฟสว่าง น้ำประปาดี อินเทอร์เน็ต WiFi ฟรีทุกชุมชน การพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินเพื่อทัศนียภาพ พร้อมกระจายสวนและพื้นที่สาธารณะให้ทั่วถึงทุกพื้นที่เมือง

เบอร์ 12 พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช

พรรคเศรษฐกิจใหม่ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เสนอ 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดโดยการนำระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามบริเวณทางแยกใหญ่ การยกระดับการพิทักษ์ความปลอดภัยโดยเพิ่มกล้อง CCTV เป็น 200,000 ตัวทั่วกรุงเทพฯ และให้ประชาชนขอดูกล้องใกล้บ้านผ่านแอปพลิเคชันมือถือ การแก้ไขปัญหาการจัดการขยะล้นเมืองด้วยการก่อสร้างเตาเผาขยะเพิ่มเติมจำนวน 6 เตา การบรรเทาปัญหาน้ำท่วมโดยการลอกท่อ ขุดลอกคูคลอง เพิ่มอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินอีก 6 อุโมงค์ ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจท่อตัน และเพิ่มเครื่องสูบน้ำ การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากโดยการเพิ่มจำนวนพื้นที่สตรีทฟู้ดและเปิดถนนกว่า 100 สาย เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตั้งร้านค้าขาย

เบอร์ 13 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล

ผู้สมัครอิสระ มีประสบการณ์ทางการเมืองในฐานะอดีตโฆษกคณะรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ชูนโยบายแคมเปญ "Move on 3D" โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ด้านคุณภาพชีวิตดี คืนทางเท้าให้คนกรุงพร้อมโซนหาบเร่แผงลอย และแก้ปัญหาร้องเรียนผ่านระบบ Quick Fix ภายใน 1-3 วัน นำระบบอัจฉริยะและ AI มาควบคุมการจราจรและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ด้านปากท้องดี ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองโดยลดอุปกรณ์และหนังสือเรียนที่ล้าสมัย และจัดตั้งกองทุนตั้งตัวคนเมือง ออกมาตรการลดภาษีป้ายและยกเว้นค่าธรรมเนียมเก็บขนขยะสำหรับ SME พร้อมตั้งกองทุนค่าแรกเข้าคอนโดหรือที่พักใกล้ที่ทำงาน ด้านสุขภาพดี ขับเคลื่อนโครงการ "ยิ่งฟิตยิ่งได้คืน" เปลี่ยนเหงื่อเป็นแต้มสะสมลดค่า BTS/รถเมล์ และจัดระบบ Pet Care ฉีดวัคซีนทำหมันสัตว์เลี้ยงถึงที่

เบอร์ 14 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ผู้สมัครอิสระ อดีตพิธีกรและผู้ประกาศข่าว อดีตผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีตที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ปี 2562 และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ปี 2565 ชู 14 ยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด "Human Innovation" โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การนำระบบ AI มาบริหารจัดการและควบคุมระบบการจราจรทั้งเมืองแบบเรียลไทม์ การติดตั้งระบบ AI Flood Radar นำเทคโนโลยีใหม่ช่วยเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า การพัฒนาเมืองปลอดภัย 24 ชั่วโมง โดยเพิ่มแสงสว่างตามพื้นที่สาธารณะและติดตั้งกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ การแก้ไขปัญหามลพิษและฝุ่น PM 2.5 ด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วเมือง และการขยายและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชานเมืองรอบนอก

เบอร์ 15 นายโอฬาร ตั้งตราตระกูล

ผู้สมัครอิสระ อดีตปลัดเทศบาลเมืองแสนสุข (บางแสน) และอดีตปลัดเทศบาลเมืองศรีราชา มาพร้อมสโลแกน "กรุงเทพยิ้ม" โดยมีนโยบายเด่น ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาตรีรวมมูลค่า 500 ล้านบาท การสนับสนุนและจัดสรรทุนสำหรับสร้างและประกอบวิชาชีพให้แก่ประชาชนวงเงิน 50 ล้านบาท การขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์สร้างสวนสนุก 4 มุมเมือง ประกอบด้วย สวนไดโนเสาร์ สวนสนุก และสวนน้ำ เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อน การส่งเสริมการจ้างแรงงานในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนว่างงานในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคง และการเปิดโอกาสให้สตรีมีครรภ์และคุณแม่หลังคลอดสามารถกลับมาทำงานแบบ part-time พร้อมสร้างกลุ่ม playgroup เพื่อลดความเครียดและเสริมคุณภาพชีวิต

เบอร์ 16-18 ผู้สมัครอิสระ

น.ส.ศรีรัฏฐ์ ช่างเพ็ชร ผู้สมัครเบอร์ 16, น.ส.ลลนา มงคลหัสดินทร์ ผู้สมัครเบอร์ 17 และนายสมชัย เจริญวรเกียรติ ผู้สมัครเบอร์ 18 ต่างเป็นผู้สมัครอิสระที่เน้นการทำงานเพื่อพัฒนาเมืองหลวง โดยนายสมชัยนำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองรวม 38 ข้อ ครอบคลุมหลายมิติ เช่น การสร้างประโยชน์จากพื้นที่ว่างโดยให้ กทม. สำรวจที่ดินรกร้างและประสานเจ้าของเพื่อขอใช้หรือเช่ามาทำประโยชน์สาธารณะ การยกระดับความปลอดภัยของอาคารโดยให้แต่ละเขตตรวจสอบและให้ประชาชนทำแบบสอบถาม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านการฟื้นฟูเทศกาลดั้งเดิม ควบคุมความปลอดภัยและจัดระเบียบร้านค้าของฝาก การเชื่อมต่อระบบการเดินทางให้ครบวงจรโดยเพิ่มเส้นทางสัญจรทางน้ำทั้งในแม่น้ำและลำคลองเพื่อลดความแออัด และการบริหารจัดการทรัพย์สินของ กทม. โดยเปิดให้ประชาชนยืมอาคารสถานที่ เต็นท์ หรือเครื่องจักรไปใช้ทำกิจกรรม พร้อมจัดอบรมทักษะสร้างงานสร้างรายได้รองรับสังคมสูงวัย

รายงานโดย น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และนายรณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์