นายกฯ อนุทิน ชี้ CPI ไทยรั้งท้ายอาเซียน น่าอับอายเหมือนถูกประชาชนตบหน้า
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ห้อง Sapphire อาคารอิมแพค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ดัชนี CPI ไทยรั้งท้ายอาเซียน สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ยังน่ากังวล
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดยทุกครั้งที่มีการสำรวจความเห็นประชาชน ปัญหาคอร์รัปชันมักถูกจัดให้เป็นอันดับต้นๆ ที่สร้างความกังวล ซึ่งสะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยผลการประเมินล่าสุดพบว่า ไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก และอยู่ในลำดับที่ 8 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ของภูมิภาคและโลก
"ในฐานะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย เหมือนถูกประชาชนตบหน้า" นายอนุทินกล่าว พร้อมชี้ว่า CPI ไม่ใช่แค่ตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก หากไม่มีการปรับปรุงแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มอบนโยบายเร่งด่วน ยกระดับระบบป้องกันการทุจริตในภาครัฐ
นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ในการยกระดับระบบการป้องกันการทุจริตให้รัดกุมมากขึ้น โดยเน้นมาตรการป้องกันการเรียกรับสินบนในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิ์ต่างๆ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ พร้อมทั้งต้องมีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้นและเห็นผลจริง
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ไม่มีการทุจริตและไม่มีการเรียกรับสินบนในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในการยกระดับค่าดัชนี CPI ของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยนายอนุทินเชื่อว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง
ปรับปรุงระบบราชการด้วยเทคโนโลยีและวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส
เพื่อลดโอกาสในการทุจริต นายกรัฐมนตรีเสนอให้หน่วยงานภาครัฐทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงระบบบริการให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผ่านการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการทำงาน
นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้โดยสะดวก เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมในองค์กรที่ให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์สุจริต โดยไม่เพียงแต่ลงโทษผู้ทำผิด แต่ต้องยกย่องบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์หรือมีส่วนในการต่อต้านการทุจริต เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างแรงจูงใจเชิงบวก
"ผมเชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนและชาติด้วยความสุจริต แต่เราต้องทำให้ประชาชนเห็นและเกิดความพึงพอใจ" นายอนุทินกล่าวทิ้งท้าย พร้อมแสดงความคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่มาตรการป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว



