เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ สนามเป้า กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ภาคเอกชนแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันว่า ทุกฝ่ายต่างเป็นห่วงเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ซึ่งผู้สื่อข่าวน่าจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน ได้มีการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ พร้อมทั้งใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด โดยเห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน และการค้ามนุษย์
รัฐบาลทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปรามอย่างใกล้ชิด
นายอนุทินยืนยันว่าในรัฐบาลชุดนี้ มีการทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปรามด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง
ชี้แจงกรณี กกร. จัดอันดับหน่วยงานรับสินบน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดอันดับ 10 หน่วยงานที่มีการรับสินบนมากที่สุด นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงดัชนีที่มาจากแบบสอบถาม แต่ในส่วนของรัฐบาลนั้น มีการปราบปรามอย่างจริงจัง โดยไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือการทำแบบสอบถามหรือโพลเป็นหลัก รัฐบาลดำเนินการทุกคดีด้วยข้อกฎหมาย ยกตัวอย่างกรณีที่จังหวัดเชียงใหม่ที่มีเรื่องการสวมสิทธิ์ รัฐบาลไม่ได้ปลดเพียงนายอำเภอคนเดียว แต่ได้ขยายผลการสอบสวนจนเห็นว่าเป็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ และต้องดำเนินการทั้งหมด รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่เป็นข้อกังวลของประชาชน เช่น กรณีจังหวัดนครปฐมที่ได้มีการปลดกำนันออกจากตำแหน่ง หากเป็นในอดีตอาจต้องรอให้มีคนมาเคลียร์หรือมาขอ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีทางเคลียร์ได้ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน โดยใช้หลักปิดชื่อและถือพฤติกรรม ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีทุกอย่างตามพฤติกรรมนั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการปราบปรามผู้มีอิทธิพลซึ่งเป็นต้นทางของการคอร์รัปชันในจังหวัดภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นไปอย่างจริงจัง เนื่องจากคนเหล่านี้กระทำผิดโดยการนำสิ่งของไปกำนัลให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บางรายถึงกับเอาที่ดินหรืออามิสสินจ้างไปให้ แต่เมื่อรัฐบาลจริงจังในการใช้กฎหมาย ตั้งกรรมการสอบสวน โยกย้ายออกนอกพื้นที่และดำเนินคดี ทุกอย่างก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี
กรณีหน่วยงานรัฐเตรียมฟ้อง กกร.
เมื่อถามถึงกรณีที่บางหน่วยงานรัฐที่ถูกจัดอันดับเตรียมฟ้อง กกร. หากไม่มีหลักฐาน นายอนุทินกล่าวว่า ต้องดูที่มาของการสำรวจว่าคืออะไร หากการสำรวจไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิ์ที่จะฟ้องกลับได้ พร้อมย้ำว่าหากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับเช่นกัน โดยยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์เกี่ยวกับดัชนีการรับรู้การทุจริต ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจความรู้สึก เช่น ถามว่ามีการโกงหรือไม่ ถ้ามีก็ติ๊กถูก ซึ่งการนำผลดังกล่าวไปวัดเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งเป็นตราบาปที่รัฐบาลชุดนี้ต้องแก้ไข เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่อดีต และถือเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้และผู้บริหารในปัจจุบันที่ต้องแก้ไขตราบาปนั้น ไม่ใช่ไปเสริมหรือย้ำตราบาป เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
รัฐบาลพร้อมเป็นศัตรูกับคอร์รัปชัน
นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไป มิเช่นนั้นคงไม่กล้าแสดงตัวเข้าร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประกาศความพร้อมเป็นศัตรูกับคอร์รัปชันและการกระทำผิดกฎหมาย รัฐบาลทำทุกอย่างแล้ว ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ ปัจจุบันมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากมาย หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปราบปรามคอร์รัปชันและการกระทำผิดกฎหมาย ทุกอย่างก็ต้องหมดไปอย่างแน่นอน



