คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน โดยเสนอให้ยกเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมชง 3 มาตรการจัดการ พร้อมชี้ว่าหากปราบโกงไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ไม่มีทางฟื้นตัว
ผลสำรวจชี้การทุจริตแย่ลง
วันที่ 15 พ.ค. 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจไทยทั่วประเทศโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พบว่า 51.2% เห็นว่าการทุจริตย่ำแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา และ 89.1% มองว่าการคอรัปชันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านคอรัปชันยังพบว่า ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณปีละกว่า 500,000 ล้านบาท จากการคอรัปชันของผู้มีอำนาจ
การเมืองต้องสุจริตเพื่อเศรษฐกิจ
คุณหญิงสุดารัตน์ย้ำว่า การเมืองต้องสุจริต เพราะหากแก้ปัญหาคอรัปชันไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตเกิน 2% ได้ แม้ไม่มีสงครามก็ตาม พร้อมกล่าวว่า "ยิ่งผู้มีอำนาจโกงกินมากขึ้นเท่าไหร่ ประชาชนก็ยิ่งยากจนลงเท่านั้น"
3 มาตรการปราบโกงเป็นวาระแห่งชาติ
คุณหญิงสุดารัตน์เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ประการ ดังนี้
- เปิดเผยข้อมูล Open Data: ทั้งข้อมูลงบประมาณและการประมูลทั้งหมด
- จัดตั้ง ปปช.ภาคประชาชน: ออกกฎหมายให้อำนาจตรวจสอบการทุจริตของรัฐ โดยกรรมการประกอบด้วยภาคเอกชน เช่น ตัวแทนกกร. ตัวแทนประชาชน องค์กรวิชาชีพ และนักวิชาการ
- แก้รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชน: ให้ประชาชนสามารถลงชื่อถอดถอนนักการเมืองที่โกงกิน และองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตได้ เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ให้สิ้นซาก
ปราบโกงคือหัวใจของการพัฒนา
คุณหญิงสุดารัตน์ย้ำว่า การฟื้นเศรษฐกิจไทยและการพัฒนาประเทศ รวมถึงการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี จะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่แก้ปัญหาการคอรัปชันอย่างจริงจัง



