ดีเจนุ้ยยื่นจดเครื่องหมายการค้าเสียงหัวเราะ ป้องกัน AI เลียนแบบ
ดีเจนุ้ยยื่นจดเครื่องหมายการค้าเสียงหัวเราะ ป้องกัน AI เลียนแบบ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ภายหลังประเทศไทยได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 เพื่อเพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นใดที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ล่าสุดมีบุคคลที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น ดีเจนุ้ย หรือนายธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ “เสียงหัวเราะ” ของตนเองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งนับเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

สถิติเครื่องหมายการค้าเสียงในไทย

ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียงในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ โดยแบ่งเป็นผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 88.7 และผู้ประกอบการต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็นร้อยละ 11.3 ปัจจุบันมีเครื่องหมายที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย และอยู่ระหว่างการพิจารณา 138 คำขอ

ธุรกิจไทยที่ยื่นจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด จำนวน 7 คำขอ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด จำนวน 4 คำขอ และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น จำนวน 4 คำขอ ส่วนตัวอย่างเครื่องหมายเสียงที่คนไทยคุ้นเคยและได้รับการจดทะเบียนแล้ว เช่น เสียงดนตรีจากรถไอศกรีมวอลล์ เป็นต้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ศิลปินระดับโลกตื่นตัวป้องกัน AI เลียนแบบเสียง

ภาคธุรกิจไทยและบุคคลที่มีชื่อเสียงเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ “เสียง” เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น ขณะที่ในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it's Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง “Hey, it's Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify สะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ดังนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยให้ปกป้องคุ้มครองสิทธิในเสียงที่ตนสร้าง และยื่นจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก AI ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด