กลุ่มชินเซเกและสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ เตรียมจัดอบรมความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และความไวต่อประเด็นทางสังคมให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ประธานกลุ่มบริษัทไปจนถึงบาริสต้าหน้าร้าน พร้อมประกาศปิดสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศเร็วกว่ากำหนดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรม หลังเกิดกรณีอื้อฉาวจากแคมเปญการตลาด 'Tank Day' ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้อเลียนและดูหมิ่นเหตุสังหารหมู่เมืองควังจู
จุดเริ่มต้นของดราม่า
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์เผด็จการทหารปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู สตาร์บัคส์ เกาหลี ได้ปล่อยแคมเปญโปรโมทแก้วที่ใช้ชื่อว่า 'Tank Day' ทั้งนี้ คำว่า 'Tank' (รถถัง) เป็นคำแสลงที่กลุ่มชุมชนออนไลน์ฝ่ายขวาจัดในเกาหลีใต้ใช้เรียกอดีตประธานาธิบดี 'ชอน ดูฮวาน' เผด็จการทหารผู้สั่งปราบปรามประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพ ยิ่งไปกว่านั้น ในสื่อประชาสัมพันธ์ยังมีการใช้ประโยคว่า 'ตัก! บนโต๊ะ!' ซึ่งคำว่า 'ตัก' (เสียงดัง ปัง!) เป็นวลีอื้อฉาวที่ตำรวจยุคเผด็จการเคยใช้แถลงแก้ตัวหลังเกิดเหตุการณ์ทรมานนักศึกษา 'พัค จงชอล' จนเสียชีวิตในปี 1987 โดยตำรวจอ้างว่า แค่มือตบโต๊ะดัง 'ตัก' เด็กก็หัวใจวายตายไปเอง
ปฏิกิริยาจากสาธารณชนและการขอโทษ
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่สาธารณชนอย่างรุนแรง จนทำให้นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มชินเซเก ต้องแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยยอมรับว่าเป็น 'ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเป็นการลบหลู่ความเจ็บปวดและการเสียสละของผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย' พร้อมให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด
มาตรการ 'ก้าวประวัติศาสตร์'
เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทางกลุ่มชินเซเกได้ประกาศมาตรการที่ระบุว่าเป็น 'ก้าวประวัติศาสตร์' โดยในวันที่ 17 มิ.ย. นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่ม พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานส่วนสำนักงานใหญ่ของอีมาร์ต (E-MART) และสตาร์บัคส์ เกาหลี จะเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์และความไวต่อประเด็นทางสังคม ส่วนวันที่ 22 มิ.ย. สตาร์บัคส์ เกาหลี จะปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศพร้อมกันในเวลา 15.00 น. เพื่อให้บาริสต้าและพนักงานหน้าร้านทุกคนรับชมวิดีโอการอบรมพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปิดร้านก่อนเวลาทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สตาร์บัคส์เข้ามาทำธุรกิจในเกาหลีใต้เมื่อปี 1999 ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย. ประธานจอง ยงจิน และบรรดาซีอีโอของบริษัทในเครืออีมาร์ตทั้งหมด จะแยกเข้ารับการอบรมพิเศษร่วมกันก่อนการประชุมผู้บริหารประจำเดือน เพื่อย้ำจุดยืนในการรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายบริหาร และวันที่ 1 ก.ค. พนักงานในส่วนค้าปลีกอื่น ๆ ของอีมาร์ต จะเริ่มเข้าคอร์สอบรมในรูปแบบออนไลน์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
รายละเอียดการอบรม
การอบรมด้านประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์โอ เจยอน จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เกาหลีร่วมสมัย มาเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ส่วนการอบรมความไวต่อประเด็นทางสังคม จะบรรยายโดยศาสตราจารย์คู จองอู จากภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ซึ่งจะเน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ แรงงาน เพศสภาพ และสิทธิมนุษยชน
การปฏิรูประบบอนุมัติแคมเปญ
นอกเหนือจากการอบรมแล้ว สตาร์บัคส์ เกาหลี ยังได้ปฏิรูประบบการอนุมัติแคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใหม่ทั้งหมด โดยได้รับการแต่งตั้งที่ปรึกษาจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้าง 'แบบประเมินความไวต่อสังคม' ระบบใหม่นี้จะกำหนดให้ทีมงานต้องประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นวางแผน จากเดิมที่ตรวจเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายและความเข้ากันได้ของแบรนด์ เปลี่ยนมาเป็นการกลั่นกรองประเด็นที่อ่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มงวด ได้แก่ 'ประวัติศาสตร์ วันสำคัญ การเมือง ภัยพิบัติ การทหาร เพศสภาพ ความรุนแรง และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง' เพื่อไม่ให้เนื้อหาไปกระทบกระเทือนความหมายของวันสำคัญ หรือดูหมิ่นกลุ่มบุคคลใด ๆ นอกจากนี้ จะมีการขยายเวลาในการตรวจสอบให้ยาวนานขึ้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการเร่งรีบ ปรับปรุงรูปแบบการรายงานให้เข้าใจง่าย และกำหนดให้แคมเปญทุกชิ้นต้องได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายร่วมกันจากหลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายกฎหมายและฝ่ายควบคุมคุณภาพก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ
กองทุนช่วยเหลือสังคม
ขณะเดียวกัน สตาร์บัคส์ยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสังคม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป โดยกลุ่มชินเซเกทิ้งท้ายว่า จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเติบโตไปพร้อมกับชาวเกาหลีใต้อย่างแท้จริง



