ลอรีอัล กรุ๊ป (L'Oréal Groupe) เปิดตัวแคมเปญ #JoinTheRefillMovement ปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ ระดม 18 แบรนด์ จาก 4 แผนกผลิตภัณฑ์ รวม 28 ผลิตภัณฑ์ เพื่อผลักดันให้ "ความงามแบบเติมได้" (Refillable Beauty) เป็นทางเลือกที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมช่องว่างระหว่างความตั้งใจและการลงมือทำจริงของผู้บริโภค
ความต้องการผลิตภัณฑ์ยั่งยืนเพิ่มขึ้น แต่ช่องว่างยังมีอยู่
ผลสำรวจล่าสุดโดย KANTAR พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกสูงถึง 84% ต้องการเลือกสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตระหนักรู้ในผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลและช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจริงยังคงเป็นความท้าทาย แคมเปญนี้จึงมุ่งแก้ปัญหาด้วยการทำให้ผู้บริโภคค้นพบและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น สร้างความมั่นใจในความสะดวกและประสิทธิภาพ พร้อมแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าด้านราคาอย่างชัดเจน
แคมเปญใหญ่ที่สุดของลอรีอัล ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
แคมเปญปี 2026 นี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ World Refill Day ในวันที่ 16 มิถุนายน โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว น้ำหอม เมกอัพ และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ถือเป็นแคมเปญเพื่อความยั่งยืนระดับองค์กรที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมี 4 แผนกผลิตภัณฑ์เข้าร่วม ได้แก่ แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง (L'Oréal Luxe) แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (L'Oréal Dermatological Beauty) แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ (Professional Products Division) และแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค (Consumer Products Division) ซึ่งรวมแบรนด์ดังอย่าง Lancôme, YSL, CeraVe, La Roche-Posay, Kiehl's, Giorgio Armani และ Kérastase
ตัวเลขยืนยันผลลัพธ์ชัดเจน ช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ
ผลิตภัณฑ์รีฟิลของลอรีอัลมาพร้อมข้อมูลที่พิสูจน์ได้ เช่น ครีมบำรุงผิว Lancôme Absolue Longevity Soft Cream: ซื้อรีฟิล 1 ชิ้นแทนกระปุกใหม่ช่วยลดการใช้วัสดุแก้ว 100% โลหะ 95% พลาสติก 42% และกระดาษแข็ง 36% น้ำหอม YSL Libre EDP: ซื้อขวดรีฟิล 100ml แทนขวดใหม่ขนาด 50ml สองขวดช่วยลดโลหะ 100% พลาสติก 59% แก้ว 58% และกระดาษแข็ง 42% ออยล์บำรุงผม Kérastase Elixir Ultime: ซื้อไส้รีฟิลช่วยลดแก้ว 100% และพลาสติก 58% CeraVe Moisturising Lotion ขวดใหญ่: เลือกถุงเติม 473ml แทนขวดปั๊มใหม่ช่วยลดพลาสติก 77%
พันธมิตรและความคิดเห็นจากผู้บริหาร
บลังกา จูที ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวว่า "ด้วยการผนึกกำลังการสื่อสารระดับโลกของ 18 แบรนด์ และ 28 ผลิตภัณฑ์ เรากำลังพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ความงามแบบรีฟิลได้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทุกระดับราคา และทุกช่องทาง เรามุ่งหวังที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิล โดยไม่ต้องลดทอนความพึงพอใจ ในทางเลือกที่ยอดเยี่ยมกว่า ทั้งในแง่ของการลดผลกระทบต่อโลกและความคุ้มค่าด้านราคา”
เอซกิ บาร์เซนาส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า "ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมความงามระดับโลก การผลักดันให้นวัตกรรมการหมุนเวียนทรัพยากรเกิดขึ้นจริงในระดับสากลคือความรับผิดชอบของเรา โดยการผลักดันให้บรรจุภัณฑ์แบบรีฟิลกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ต้องอาศัยการพัฒนาขั้นพื้นฐานตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรค้าปลีกและการสื่อสารกับผู้บริโภค เรายังมีสนับสนุนโครงการ L’AcceleratOR เพื่อเสาะหา ทดสอบ และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมวัสดุและระบบบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง"
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
ลอรีอัล กรุ๊ป ลงทุนในฐานการผลิตระบบรีฟิลเฉพาะทางที่โรงงานในโกชี (Gauchy) และโอลเนย์ (Aulnay) สำหรับกลุ่มน้ำหอม โรงงานในบูร์โกส (Burgos) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และโรงงานในวิชี (Vichy) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์รีฟิลได้ถึง 3.7 เท่า ระหว่างปี 2019 ถึง 2025 นอกจากนี้ โครงการ L’AcceleratOR ซึ่งมีมูลค่า 100 ล้านยูโร ยังคงสนับสนุนสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมในการค้นหาโซลูชันบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต เช่น บรรจุภัณฑ์จากสาหร่าย พลาสติกชีวภาพจากอ้อย และขวดกระดาษรีไซเคิล
ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย
ในประเทศไทย ลอรีอัล กรุ๊ป นำเสนอผลิตภัณฑ์รีฟิลกว่า 50 ผลิตภัณฑ์จากทั้ง 4 แผนก และมีแผนเพิ่มจำนวนขึ้น ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเริ่มเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์รีฟิลกับบิวตี้ไอเทมยอดนิยม เช่น CeraVe, La Roche-Posay, Lancôme, Kiehl's, YSL และ Giorgio Armani โดยบริษัทได้ร่วมมือกับร้านค้าพันธมิตรและแพลตฟอร์มจัดแคมเปญสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการขาย เพื่อปลุกกระแสความงามแบบรีฟิลและส่งมอบทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น



