โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า สโตรก (Stroke) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพ อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในประชากรทั่วโลก โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า สโตรกสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง
ประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมองมีสองประเภทหลัก ประเภทแรกคือ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดหรือไขมันอุดตันในเส้นเลือด ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง ประเภทที่สองคือ หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเส้นเลือดในสมองมีความเปราะบางและฉีกขาด ทำให้เลือดออกในเนื้อสมอง และเซลล์สมองถูกทำลาย
BEFAST คาถารู้ทันอาการสโตรกก่อนสายเกินไป
เนื่องจากอาการสโตรกมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทันทีทันใด การจดจำสัญญาณเตือนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยในปัจจุบันวงการแพทย์ส่วนใหญ่รณรงค์ให้ใช้หลักการจำง่ายๆ ที่เรียกว่า BEFAST เพื่อให้ตนเองและคนรอบข้างสามารถประเมินอาการเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว
- B - Balance (เดินเซ ทรงตัวไม่ได้): มีอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน เดินเซ สูญเสียการทรงตัว ควบคุมร่างกายไม่ได้
- E - Eyes (ตามืดบอด มองไม่เห็น): เกิดอาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือตาบอดไปข้างหนึ่งอย่างฉับพลัน
- F - Face (หน้าเบี้ยว มุมปากตก): กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก เมื่อลองยิ้มแล้วพบว่ามุมปากตก ยิ้มไม่สมมาตร
- A - Arms (แขนขาอ่อนแรง): มีอาการชาหรือแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง เมื่อยกแขนทั้งสองข้างขึ้น แขนข้างที่มีปัญหาจะตกลงทันที
- S - Speech (พูดไม่ชัด พูดไม่ออก): มีปัญหาด้านการสื่อสาร พูดติดขัด พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือฟังคนอื่นพูดไม่เข้าใจ
- T - Time (เวลาวิกฤต): หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ต้องรีบโทรสายด่วน 1669 ทันที หรือนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
Golden Period 4.5 ชั่วโมงวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการ
ข้อควรระวังสำคัญ: อาการของโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ช่วงเวลา 4.5 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ ถือเป็น Golden Period หรือช่วงเวลาทองคำทางการแพทย์ที่มีโอกาสรักษาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือได้รับการผ่าตัดรักษาอย่างทันท่วงทีภายในช่วงเวลานี้ จะสามารถลดอัตราการตายของเซลล์สมอง ช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว และลดความเสี่ยงในการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินกว่านี้ เซลล์สมองจะขาดเลือดจนตายไปเป็นจำนวนมาก และยากที่จะกลับมาสมบูรณ์เป็นปกติได้ ดังนั้น การตระหนักรู้และการลงมือทำอย่างรวดเร็วเมื่อพบสัญญาณเตือน BEFAST จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การปฐมพยาบาล แต่คือเส้นแบ่งความเป็นความตายและความพิการของผู้ป่วยสโตรกที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม



