เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยผู้ก่อเหตุยิงโรงเรียนสงขลา เคยป่วยจิตเวช-ใช้ยาเสพติด ขาดยาตั้งแต่ ส.ค.68
ผู้ก่อเหตุยิงโรงเรียนสงขลา เคยป่วยจิตเวช-ใช้ยาเสพติด ขาดยา

เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยข้อมูลผู้ก่อเหตุยิงโรงเรียนสงขลา เคยป่วยจิตเวช-ใช้ยาเสพติด ขาดยาตั้งแต่ ส.ค.68

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2569) พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุยิงในโรงเรียน โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามจากปัญหายาเสพติดที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติการใช้สารเสพติดร่วม ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ

ข้อมูลสำคัญจากการตรวจสอบระบบบำบัดรักษา

จากการตรวจสอบระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) และการสอบทานข้อมูลร่วมกับโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ผู้ก่อเหตุเริ่มเข้ารับการรักษาอาการทางจิตเวชตั้งแต่อายุ 13 ปี
  • มีประวัติการใช้ยาเสพติดร่วมกันหลายชนิด (Poly-drug use) ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ กัญชา และพืชกระท่อม ซึ่งส่งผลกระทบทำลายสมองและพฤติกรรมในระยะยาว
  • มีประวัติก้าวร้าวและทำร้ายตนเองมาอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการบำบัดมาแล้วหลายครั้ง
  • ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2568 ได้เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2568 ถึงปัจจุบัน ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ เนื่องจากพบภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมแปรปรวน และมีความเสี่ยงสูง
  • ภายหลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนตรวจไม่พบสารเสพติดในร่างกายผู้ต้องหา ซึ่งผู้ต้องหาได้ให้การว่า เสพยาบ้าครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2568

สัญญาณเตือนและบทเรียนสำคัญ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า การที่ผู้ป่วยจิตเวชที่มีประวัติใช้สารเสพติด ขาดความต่อเนื่องในการกินยารักษาอาการจิตเวช จะทำให้อาการกำเริบรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ นำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันเหตุ โดยต้องหมั่นสังเกต "สัญญาณเตือน" ที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการก่อเหตุเสมอ ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ไม่หลับไม่นอน หรือเดินไปเดินมาผิดปกติ
  2. หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว พูดคนเดียว หรือหวาดระแวง
  3. ปฏิเสธการกินยารักษาอาการจิตเวช หรือกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สิ่งมึนเมา

หากพบสัญญาณข้างต้น ห้ามรอดูอาการ และห้ามปะทะโดยตรง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อปรับยาหรือนำเข้าสู่ระบบการรักษาแบบผู้ป่วยใน ก่อนที่จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง ที่ย้ำว่าการบำบัดรักษาไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่การติดตามดูแลหลังการรักษาโดยครอบครัวและชุมชนคือหัวใจสำคัญ

มาตรการเร่งด่วนของ ป.ป.ส.

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง (SMI-V) ระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ให้เป็นระบบเรียลไทม์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน้างานประเมินความเสี่ยงได้ทันท่วงทีเมื่อได้รับแจ้งเหตุ และขอให้พี่น้องประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชนให้แจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง