สถิติคดีเมาแล้วขับสงกรานต์ 2569 พุ่งสูง กรมคุมประพฤติเผยตัวเลขน่าตกใจ
เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประเบติ ได้เปิดเผยสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติในวันที่ 11 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่สองของช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 หรือที่เรียกว่า 7 วันอันตราย โดยพบว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติรวมทั้งสิ้น 1,174 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา 1,127 คดี คิดเป็นร้อยละ 96 ของทั้งหมด และคดีขับเสพ 47 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.0
ตัวเลขสะสม 2 วันแรกของสงกรานต์สะท้อนปัญหาอุบัติเหตุทางถนน
สำหรับสถิติคดีสะสมในช่วง 2 วันแรก ตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 11 เมษายน 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,610 คดี โดยแบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 1,480 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.9 คดีขับเสพ 127 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.9 และคดีขับรถประมาท 3 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.2 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงในช่วงเทศกาลที่ประชาชนมักเดินทางและเฉลิมฉลอง
เชียงใหม่ นนทบุรี สมุทรปราการ ครองอันดับสูงสุดของคดีเมาแล้วขับ
ในส่วนของจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ ด้วยจำนวน 246 คดี ตามมาด้วย นนทบุรี ที่ 147 คดี และ สมุทรปราการ ที่ 145 คดี สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือกิจกรรมเฉลิมฉลองมากเป็นพิเศษ
มาตรการเชิงรุกของกรมคุมประพฤติเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน
อธิบดีกรมคุมประพฤติได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และ “คุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน” โดยกำชับให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ
- การสนับสนุนภารกิจ ณ ด่านชุมชนและด่านตรวจค้น 29 จุด มีผู้เข้าร่วม 386 ราย
- การจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจรและโทษภัยของแอลกอฮอล์
- การนำผู้ถูกคุมความประพฤติเข้าร่วมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ผ่านระบบกล้องวงจรปิด แบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย
ข้อความฝากจากอธิบดีกรมคุมประพฤติถึงประชาชน
ทั้งนี้ อธิบดีกรมคุมประพฤติได้ฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอให้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์อย่างมีความสุขควบคู่กับความปลอดภัย โดยยึดมั่นในวินัยจราจร เคารพสิทธิของผู้ใช้ถนนร่วมกัน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” เพื่อร่วมกันลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน



