ศาลสั่งจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา แม่เลี้ยงทารุณกรรมเด็ก 2 ขวบ
ศาลสั่งจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา แม่เลี้ยงทารุณกรรมเด็ก 2 ขวบ

ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้มีคำพิพากษาในคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยตัดสินจำคุกนางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเด็กหญิงวัย 2 ขวบ เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ข้อหาทำร้ายร่างกายเด็กจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

รายละเอียดคดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี นางสาวเอได้ใช้ไม้เรียวตีเด็กหญิงวัย 2 ขวบ จนร่างกายมีรอยฟกช้ำตามแขนและขา รวมถึงมีบาดแผลที่ศีรษะและใบหน้า หลังจากนั้นเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาลและแพทย์พบว่ามีอาการเลือดออกในสมอง ต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานกว่า 1 เดือน

พยานหลักฐานสำคัญ

ในชั้นศาล พนักงานอัยการได้นำพยานหลักฐานหลายชิ้นเข้าสู่การพิจารณา ประกอบด้วย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ภาพถ่ายรอยฟกช้ำตามร่างกายของเด็ก
  • บันทึกการรักษาของแพทย์ที่ระบุถึงอาการบาดเจ็บสาหัส
  • คำให้การของเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้และเสียงตี
  • คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน

นางสาวเอให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ขอให้ศาลลดโทษเนื่องจากเป็นผู้มีรายได้น้อยและต้องเลี้ยงดูบุตรอีก 2 คน อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงต่อเด็กซึ่งเป็นผู้ไร้ความสามารถ จึงไม่สมควรได้รับการลดโทษ

คำพิพากษา

ศาลพิพากษาว่านางสาวเอมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 (ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ) และมาตรา 391 (ทำร้ายร่างกายเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี) ให้จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และไม่มีโทษปรับ เนื่องจากจำเลยไม่มีอาชีพมั่นคง

หลังฟังคำพิพากษา จำเลยแสดงอาการเสียใจและร้องไห้ ขณะที่ญาติของเด็กหญิงซึ่งเป็นยาย แสดงความพอใจต่อคำตัดสิน โดยกล่าวว่าต้องการให้คดีนี้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่คิดจะใช้ความรุนแรงกับเด็ก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความคืบหน้าของเด็ก

ปัจจุบันเด็กหญิงวัย 2 ขวบอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบทางระบบประสาทที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการในอนาคต ขณะนี้เด็กอยู่ในการดูแลของยายและหน่วยงานสวัสดิการสังคม

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการทารุณกรรมเด็ก ซึ่งยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบเห็นการกระทำที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ผ่านสายด่วน 1300