คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีทุจริตโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 40 ล้านบาท โดย ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาต่อไป
รายละเอียดการทุจริต
การทุจริตเกิดขึ้นในปี 2563 เมื่อรัฐบาลมีมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยจังหวัดสมุทรสาครได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้กับผู้มีสิทธิ์ตามโครงการ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตหลายรูปแบบ อาทิ การปลอมแปลงเอกสาร การแอบอ้างชื่อผู้ไม่มีสิทธิ์ และการเบิกจ่ายเงินให้กับบุคคลที่ไม่เข้าข่าย
ผู้ถูกชี้มูลความผิด
- อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการดำเนินโครงการ
- หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสาคร
- เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีก 5 ราย
ป.ป.ช. ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502
ขั้นตอนต่อไป
หลังจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว สำนวนคดีจะถูกส่งต่อไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้อง หากอัยการเห็นพ้องจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งหากศาลพิพากษาลงโทษ ผู้กระทำผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมาย รวมถึงการคืนเงินที่ทุจริตให้กับทางราชการ
ด้านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยให้การว่าเป็นเพียงการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และไม่มีเจตนาทุจริต พร้อมทั้งเตรียมต่อสู้คดีในชั้นศาล
กรณีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเงินภาษีของประชาชน และทำให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ป.ป.ช. ย้ำว่าจะดำเนินการกับผู้ทุจริตอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดการทุจริตซ้ำอีก



