นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี พนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและดีเอสไอ สูญเงินถึง 7.5 ล้านบาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยคนร้ายอ้างว่านางสาวเอมีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินและออกหมายจับ ทำให้เหยื่อเกิดความกลัวและโอนเงินตามคำสั่ง
กลอุบายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นางสาวเอเล่าว่า เธอได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง自称เป็นพนักงานไปรษณีย์ แจ้งว่ามีพัสดุตกค้างที่ปลายทาง เมื่อเธอปฏิเสธว่าสั่งซื้อของใด ๆ ชายคนดังกล่าวก็โอนสายให้กับชายอีกคนที่อ้างตัวเป็นตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
คนร้ายแจ้งว่าบัญชีธนาคารของนางสาวเอถูกนำไปใช้ฟอกเงิน และมีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จากนั้นก็โอนสายให้กับหญิงสาวที่อ้างตัวเป็นพนักงานดีเอสไอ ส่งลิงก์ให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันดูโพย (DOPA) ซึ่งเป็นแอปปลอมที่สามารถควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อได้
เหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง
เมื่อนางสาวเอติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าวแล้ว คนร้ายก็อ้างว่าต้องตรวจสอบบัญชีของเธอ และให้เธอโอนเงินไปยังบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีของดีเอสไอ โดยอ้างว่าจะตรวจสอบและคืนเงินให้ภายใน 7 วัน เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินครั้งละ 1-2 ล้านบาท รวม 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท
หลังจากโอนเงินเสร็จ นางสาวเอพยายามติดต่อกลับแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเริ่มเอะใจและตรวจสอบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน จึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ
ตำรวจเตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีกลอุบายหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เหยื่อเกิดความกลัวและหลงเชื่อ ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อนโอนเงิน และไม่ควรดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากลิงก์ที่ส่งทางข้อความหรือโทรศัพท์
นอกจากนี้ ควรสังเกตว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่โทรศัพท์มาขอให้โอนเงินหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใด ๆ หากได้รับโทรศัพท์ในลักษณะนี้ ให้วางสายทันทีและแจ้งตำรวจ
สถิติคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากข้อมูลของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในปี 2566 มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกิดขึ้นมากกว่า 10,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยมีผู้เสียหายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ทำงานในโรงงาน
ตำรวจแนะนำให้ประชาชนตั้งสติเมื่อได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินทางโทรศัพท์
การดำเนินคดี
พนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ รับเรื่องร้องเรียนของนางสาวเอไว้ดำเนินคดี โดยประสานไปยังธนาคารเพื่ออายัดบัญชีปลายทางที่รับโอนเงิน แต่คาดว่าเงินอาจถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีอื่นแล้ว ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาเส้นทางการเงินและตัวคนร้าย
นางสาวเอฝากเตือนประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อคำพูดของคนร้ายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์และเอกสารได้อย่างแนบเนียน ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจโอนเงิน



