โซนี่ คอร์ปอเรชั่น ประกาศปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากผลงานบล็อกบัสเตอร์ทั้งในวงการเกมและภาพยนตร์ให้มากขึ้น ภายใต้แผนการดำเนินงานระยะกลางถึงระยะยาว
การปรับโครงสร้างธุรกิจ
เคนอิจิโร โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโซนี่ เปิดเผยว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการสร้างแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเกมและภาพยนตร์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทในปัจจุบัน
แผนการดังกล่าวรวมถึงการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่แข็งแกร่ง และการพัฒนาแฟรนไชส์ข้ามสื่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้จากหลายช่องทาง อาทิ เกม ภาพยนตร์ ซีรีส์ และสินค้าลิขสิทธิ์
การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากการเพิ่มรายได้แล้ว โซนี่ยังมีแผนลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยจะเน้นการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงและมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า
โยชิดะกล่าวว่า บริษัทจะทบทวนพอร์ตโฟลิโอของโครงการต่างๆ อย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรถูกจัดสรรไปยังโครงการที่มีศักยภาพสูงที่สุด
เป้าหมายทางการเงิน
โซนี่ตั้งเป้าว่า ภายในปีงบประมาณ 2568 (ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569) บริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจเกมและภาพยนตร์รวมกันมากกว่า 3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.7 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ โซนี่ยังคาดหวังว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจเกมจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปัจจุบันที่ประมาณ 12% ขณะที่ธุรกิจภาพยนตร์จะมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นเป็น 10% จากระดับ 7% ในปัจจุบัน
การแข่งขันในอุตสาหกรรม
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะจากคู่แข่งรายใหญ่อย่างดิสนีย์ เน็ตฟลิกซ์ และไมโครซอฟท์ ซึ่งต่างก็เร่งลงทุนในคอนเทนต์และแพลตฟอร์มของตนเอง
โซนี่หวังว่าการมุ่งเน้นไปที่แฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์จะช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความภักดีจากผู้บริโภคในระยะยาว
ทั้งนี้ โซนี่มีแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จหลายรายการ เช่น เกม God of War, The Last of Us และ Spider-Man ซึ่งได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง



