ดีเอสไอแกะรอยพบ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน 60 ล้านลิตร ใช้เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ
ดีเอสไอเจอ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน 60 ล้านลิตร เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ

ดีเอสไอแกะรอยพบ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน 60 ล้านลิตร ใช้เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประสบความสำเร็จในการแกะรอยและขยายผลสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยพบข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ผิดปกติในการขนส่งน้ำมันกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวนสูงถึง 60 ล้านลิตร

พบเรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ 24 เที่ยว

จากการตรวจสอบไทม์ไลน์ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 มีนาคม 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่า มีเรือจำนวน 11 ลำที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมัน โดยมีการวิ่งรวมทั้งหมด 24 เที่ยวเรือ ซึ่งแสดงพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหลายประการ

พฤติการณ์ที่พบ ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • การวิ่งเรือล่าช้าและประวิงเวลาเกินกว่าปกติ
  • การชะลอการเดินเรือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • การปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันโดยมีวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่อาจสำแดงได้

ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 57 ล้านลิตร เป็น 60 ล้านลิตร หลังจากขยายผลการสืบสวน โดยน้ำมันจำนวนนี้เข้าข่ายพฤติการณ์การกักตุนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน

เส้นทางเดินเรือและความผิดปกติ

เรือทั้ง 11 ลำที่เกี่ยวข้องเป็นเรือสัญชาติไทย และมีการวิ่งในน่านน้ำสำคัญหลายพื้นที่ เริ่มจากเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนจะมุ่งหน้าสู่พื้นที่ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เส้นทางปกติจากกรุงเทพมหานครไปสุราษฎร์ธานีควรใช้เวลาประมาณ 35-40 ชั่วโมง แต่ในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม โดยเฉพาะเช้าวันที่ 26 มีนาคม เวลา 05.00 น. หลังการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พบว่าเรือเหล่านี้มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไปมากกว่า 24 ชั่วโมง บางลำถึง 48-72 ชั่วโมง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

"นี่คือจุดสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนไปดูจำนวนเรือ และจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. และได้พบกับความผิดปกติ" แหล่งข่าวระบุ

หลักฐานสำคัญและแนวทางการสืบสวน

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกำลังย้อนไล่ตรวจสอบตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง โดยใช้ใบกำกับการขนส่งทางเรือเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ใบกำกับเหล่านี้จะบ่งบอกว่าเรือแต่ละลำมีการวิ่งไปพักหรือชะลอที่ไหนบ้าง รวมถึงการแวะเติมน้ำมันในจุดใด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต และกรมธุรกิจพลังงาน ต่างมีข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อหาความผิดปกติในแต่ละจุดของการขนส่ง

เบาะแสเพิ่มเติมจากอัตราการใช้ไฟฟ้า

นอกจากพฤติการณ์การเดินเรือที่ผิดปกติแล้ว คณะพนักงานสอบสวนยังพบเบาะแสสำคัญจากอัตราการใช้ไฟฟ้าของบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสงสัยหลังประกาศปรับราคาน้ำมันในช่วงวันที่ 26-27 มีนาคม

บริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดปทุมธานี ระยอง และสมุทรสาคร ก็พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัดปทุมธานี ที่อัตราการใช้ไฟฟ้าพุ่งจากไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ เป็น 1,600 กิโลวัตต์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกักตุนน้ำมัน

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับการประจำ สง.ผบ.ตร. ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด

เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมันใน 3 จังหวัด เพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พฤติการณ์ในคดีนี้เข้าข่ายตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง การชะลอ และการกักตุน ซึ่งอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (5) (12) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 31

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกำลังเร่งขยายผลเพื่อตามหาบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 11 ลำ และพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่ รวมถึงปริมาณน้ำมันที่หายไปจาก 60 ล้านลิตรนี้มีจำนวนเท่าใด ซึ่งต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป