รมว.ยุติธรรมเผยพิรุธน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรในสุราษฎร์ธานี สั่งดีเอสไอรับคดีพิเศษ
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงข่าวผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน ซึ่งดำเนินการในสองส่วนหลัก โดยส่วนแรกมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองตรวจสอบปลายทางที่ปั๊มน้ำมันจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน และส่วนที่สองให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นไปยังปั๊มน้ำมัน
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบการกระทำความผิดและมีการจับกุมหลายรายในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น จังหวัดอ่างทอง ตาก และนครสวรรค์ รวมถึงตรวจพบการกักตุนน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ของกฎหมาย
น้ำมันหาย 57 ล้านลิตรระหว่างขนส่งในสุราษฎร์ธานี
พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ในกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทาง พบเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมันเดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่งในจังหวัดดังกล่าวทั้งหมด 96 เที่ยว โดยมีน้ำมันออกจากคลังรวม 217 ล้านลิตร แต่ระหว่างเดินทางกลับมีน้ำมันหายไปบางส่วน ทำให้เหลือน้ำมันถึงปลายทางเพียง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไปถึง 57 ล้านลิตร
รมว.ยุติธรรม ระบุว่าจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน โดยนำกรณีสุราษฎร์ธานีมาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเลอย่างละเอียด พร้อมรับเอกสารสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูทั้งปริมาณคงคลังและระยะเวลาเดินทางที่เกินความจำเป็น พร้อมสั่งให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำและดำเนินการต่อไป
ตั้งวอร์รูมติดตามและยันโรงกลั่นไม่เกี่ยวข้อง
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวเพิ่มเติมว่าจะมีการตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอเพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากรเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยจะรายงานตัวเลขอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส
นอกจากนี้ รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่าได้ตรวจสอบระบบเอกสารและพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมันของโรงกลั่นแล้ว พบว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำแต่อย่างใด โดยมีน้ำมันคงเหลือในถังเพียงส่วนที่ไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายได้
ดีเอสไอชี้พฤติการณ์ประวิงเวลาขนส่งถือเป็นความผิดร้ายแรง
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำผิดที่หลากหลาย ทั้งน้ำมันหายกลางทะเลหรือลักลอบส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือการกักตุนน้ำมัน เนื่องจากกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงการขนส่ง
อธิบดีดีเอสไอ ชี้ว่าการพบความผิดปกติของระยะเวลาเดินทางเข้าข่ายการประวิงเวลาขนส่ง ถือเป็นพฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเข้าเงื่อนไขในการรับเป็นคดีพิเศษได้ พร้อมขยายผลในส่วนอื่นต่อไป และเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว สามารถตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ ยืนยันว่าจะดำเนินการเต็มที่



