ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยความคืบหน้าคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท โดยอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและต้องตรวจสอบบัญชีธนาคาร
รายละเอียดเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงอายุ 45 ปี ได้เข้าแจ้งความที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังจากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินจำนวน 5,200,000 บาท โดยคนร้ายโทรศัพท์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง แจ้งว่าผู้เสียหายมีชื่อเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน และต้องโอนเงินเข้าบัญชีที่กำหนดเพื่อตรวจสอบ หากไม่ดำเนินการจะถูกดำเนินคดี
วิธีการหลอกลวง
คนร้ายใช้วิธีการข่มขู่และเร่งรัดให้ผู้เสียหายดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกจับกุมทันที ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าบัญชีของคนร้ายหลายครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท หลังจากนั้นคนร้ายได้ตัดการติดต่อและปิดโทรศัพท์ ทำให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก
การสืบสวนของตำรวจ
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้รับเรื่องและดำเนินการสืบสวนทันที โดยตรวจสอบเส้นทางการเงินและหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นพบว่าบัญชีที่รับโอนเงินถูกเปิดในนามบุคคลอื่นและมีการถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มในหลายพื้นที่ ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา
คำเตือนจากตำรวจ
พลตำรวจตรี ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวเตือนประชาชนว่า หน่วยงานราชการหรือตำรวจจะไม่โทรศัพท์แจ้งให้โอนเงินหรือตรวจสอบบัญชีผ่านทางโทรศัพท์เด็ดขาด หากได้รับโทรศัพท์ลักษณะดังกล่าว ให้ตั้งสติและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อ โดยสามารถโทรศัพท์สอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1441 เพื่อขอคำปรึกษา
แนวโน้มคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์
สถิติของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเป็นตำรวจสอบสวนกลางหรือตำรวจปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ตำรวจขอให้ประชาชนระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อกลอุบายของมิจฉาชีพ



