“สุชาติ” ฟ้องนักข่าว The Isaan Record เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท หลังขุดข้อกล่าวหารับสินบน 36 ล้าน
กรณี “สุชาติ ชมกลิ่น” ยื่นฟ้องนักข่าวและสื่อมวลชนจาก The Isaan Record ในข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท กำลังเป็นที่จับตามองในวงการสื่อและสังคมไทย หลังมีการตีพิมพ์ข่าวกล่าวหารับสินบน 36 ล้านบาทจากบริษัทฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2568
บรรณาธิการ The Isaan Record ยืนยันพร้อมพิสูจน์หลักฐานในชั้นศาล
หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารของ The Isaan Record ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเปิดเผยรายละเอียดของคดีนี้ เธอระบุว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดในฐานะนักข่าวที่มีประสบการณ์กว่า 23 ปี โดยเฉพาะในช่วงทำงานเป็นนักข่าวการเมืองและนักข่าวสืบสวน เธอเผยว่าเคยผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาก่อน เช่น การถูกขู่ฆ่า ขู่อุ้ม และถูกประกาศเป็นศัตรูจากผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หทัยรัตน์กล่าวเสริมว่า การถูกฟ้องในครั้งนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เนื่องจากประเด็นการรับสินบนจากบริษัทฟินแลนด์เป็นข่าวที่ปรากฏมาแล้วกว่า 2 ปี และเธอเพียงนำการถกเถียงจากสภาผู้แทนราษฎรมาเขียนรายงาน เธอย้ำว่า จังหวะการเผยแพร่ข่าวอาจเป็นการตอกย้ำบาดแผลของสุชาติ ในช่วงที่เขาถูกเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่หลังการเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี
แรงจูงใจเบื้องหลังการฟ้องและผลกระทบต่อสังคม
ในโพสต์ดังกล่าว หทัยรัตน์ได้แสดงทัศนะว่า การเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท อาจเป็นวิธีเพื่อให้เธอหยุดติดตามและรายงานข่าวนี้ เธอกล่าวว่า “เราตาย 300 ชาติก็หาเงินมาให้ไม่ได้หรอก แต่เขาคงอยากบอกให้เราหุบปากและเลิกตามเรื่องนี้เสียที” พร้อมเสริมว่า เธอพร้อมจะเลิกติดตามหากแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าได้รับค่าชดเชยอย่างเป็นธรรมและระบบส่งคนงานไปต่างประเทศได้รับการปรับปรุง
บรรณาธิการยังขอบคุณกำลังใจจากญาติมิตรทุกช่องทาง และยืนยันว่าเธอสบายดีกับสถานการณ์นี้ เธอเชื่อว่าการถูกฟ้องในฐานะสื่อมวลชนจะช่วยทำให้เสียงของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าและคนอีสานที่ถูกกระทำดังขึ้นกว่าเดิม หทัยรัตน์ปิดท้ายด้วยข้อความว่า “ขอพิสูจน์กันในศาลและขอให้ความจริงเป็นความจริง อย่าเล่นใต้โต๊ะก็พอ” พร้อมแจ้งว่าสารคดี Blood Berries จะออกเผยแพร่ในเร็วๆ นี้
ความคืบหน้าและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จะติดตามรายงานความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานของสื่อมวลชนไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความโปร่งใสในสังคม
ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนต่างจับตาดูว่าคดีนี้จะดำเนินไปอย่างไรในชั้นศาล และจะมีการนำเสนอหลักฐานใดๆ ออกมาเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมด การพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนต่อไป



