กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) และ น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ โดยยืนยันว่าการดำเนินคดีในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากคดีดังกล่าวขาดอายุความครบกำหนด 15 ปี นับจากเช็คใบสุดท้ายในปี 2554 ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องสั่งยุติกระบวนการทางกฎหมายในกรณีนี้
การชี้แจงอย่างเป็นทางการจากโฆษกดีเอสไอ
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้กองบริหารคดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมและรายงานข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รับผิดชอบคดีที่ต้องตรวจสอบตามเอกสารหรือหนังสือที่ได้ส่งไปยังพนักงานอัยการ รวมถึงหนังสือตอบกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อนำมาพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและสรุปผลอย่างชัดเจน
สถานะของสำนวนคดีในปัจจุบัน
ในส่วนของสำนวนคดี ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เบื้องต้นพบว่ายังมีคดีมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดีที่เกี่ยวกับการรับโอนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก นอกจากนี้ ยังมีคดีฟอกเงินทางแพ่ง ซึ่งสำนวนอยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทำให้โดยรวมแล้วมี 3 ส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณา
เมื่อรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษจะจัดทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ซึ่งระบุว่ามีคำสั่งยุติการดำเนินคดีดังกล่าว เนื่องมาจากคดีขาดอายุความ
ความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปปง. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การที่ดีเอสไอยุติคดีพระธัมมชโยนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีแพ่ง ซึ่งมีการยึดทรัพย์ไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท สิ่งนี้ถือเป็นการปิดตำนานของมหากาพย์คดีฟอกเงินมูลค่า 1.4 พันล้านบาท ที่สุดท้ายแล้วผู้ต้องหาได้รอดพ้นจากการดำเนินคดีทางอาญาเนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุความ
การตัดสินใจของดีเอสไอในการยุติการดำเนินคดีฐานฟอกเงินและรับของโจรในกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกรอบเวลาทางกฎหมายที่อาจส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีทรัพย์สินจำนวนมากที่ถูกยึดไปในคดีแพ่งแล้วก็ตาม



