ปปง. ขอศาลยึดทรัพย์เครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์มูลค่าหลักหมื่นล้าน
สำนักงาน ปปง. ได้มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์เครือข่ายผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน รวมมูลค่ากว่า 13,074 ล้านบาท โดยมตินี้เกิดขึ้นจากการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 และประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
รายละเอียดคดีสำคัญ 4 รายการ
คณะกรรมการธุรกรรมได้พิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จึงมีมติส่งสำนวนให้อัยการดำเนินการยึดทรัพย์ใน 4 คดีหลัก ดังนี้
- คดีเครือข่ายเบน สมิธและยิม เลียก: ส่งสำนวนเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 68 รายการ ประกอบด้วยที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือยอชท์ และเงินในบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท คดีนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนผ่านขบวนการสแกมเมอร์
- คดีเครือข่ายเฉิน จื้อ: ส่งสำนวนเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 96 รายการ เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท คดีนี้เชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล
- คดีเครือข่ายก๊ก อาน: ส่งสำนวนเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 89 รายการ เช่น ที่ดินและเงินในบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท คดีนี้สืบเนื่องจากการจับกุมผู้มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงิน
- คดีเครือข่ายนายเอื้ออังกูร: ส่งสำนวนเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 31 รายการ เช่น เงินสดและเงินในบัญชีธนาคาร รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท คดีนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ชักชวนประชาชนลงทุนเทรดหุ้นผ่านกลุ่มไลน์
ขั้นตอนต่อไปและการชดใช้ผู้เสียหาย
สำนักงาน ปปง. ระบุว่า หากในรายคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายจากความผิดมูลฐาน จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินมาคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมทางการเงินเหล่านี้
การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของหน่วยงานในการปราบปรามการฉ้อโกงและฟอกเงิน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมออนไลน์ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างบรรทัดฐานและป้องปรามกลุ่มมิจฉาชีพไม่ให้กระทำความผิดซ้ำในอนาคต