วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2568 หมายเลขแดงที่ 2/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กับนายเอกราช ช่างเหลา ผู้คัดค้าน โดยศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี พร้อมให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
รายละเอียดคดี
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยอาศัยโอกาสที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางโดยปลอมสมุดบัญชีเงินฝากประจำ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ทำให้สมาชิกหลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือตามที่ระบุ
พฤติการณ์การกระทำผิด
ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ จากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ได้ร่วมกับพวกกระทำผิดตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2562 โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 ถอนเงินสหกรณ์ 396,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีตนเอง จากนั้นวันที่ 14 ตุลาคม 2554 นำเงินไปซื้อที่ดิน 5 แปลง เนื้อที่รวม 6 ไร่ 2 งาน 34.9 ตารางวา ในราคา 106,000,000 บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ แล้วนำที่ดิน 3 แปลงมาจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ยังคงมีเงินส่วนต่างอีก 290,000,000 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกได้รับความเสียหาย และผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2562 ทำให้สมาชิกเข้าใจว่ามีเงินคงเหลือประมาณ 400,000,000 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ 70,000 บาท โดยครั้งสุดท้ายแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินคงเหลือ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2562 จำนวน 431,941,984.59 บาท ทั้งที่จริงมีเพียง 79,774.16 บาท ต่อมาผู้คัดค้านส่งมอบสมุดบัญชีคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม 2562 ภายหลังมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ใช้บังคับแล้ว
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม ไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว
ศาลฎีกาพิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) วรรคสามและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 และมาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง ให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา



