ตำรวจเผยคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง เตือนภัยย้ายคุยนอกแอป
ตำรวจเผยคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง เตือนภัยย้ายคุยนอกแอป

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้เปิดเผยสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการดำเนินการสืบสวนจับกุมและช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง โดยข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมจำนวนคดีมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

สถิติคดีออนไลน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 6 มิถุนายน 2569 มีคดีที่รับแจ้งผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,355 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 128,002,691 บาท ซึ่งลดลงจากช่วงวันที่ 24-30 พฤษภาคม 2569 จำนวน 219 คดี และมูลค่าความเสียหายลดลง 9.86 ล้านบาท โดยในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด สถานการณ์ยังคงรักษาแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยพุ่งสูงถึง 500 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ปัจจุบันลดลงเหลือต่ำกว่า 150 ล้านบาทต่อสัปดาห์ และในสัปดาห์ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 128 ล้านบาท

ประเภทคดีที่ยังคงเป็นปัญหา

เมื่อจำแนกรายคดีพบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด ครองสัดส่วนถึง 84.2% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่กลับสร้างความเสียหายเชิงมูลค่าสูงที่สุดในสัปดาห์นี้ โดยสูงถึง 39.61 ล้านบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลุ่มเสี่ยงที่ตกเป็นเหยื่อ

การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์

ปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนสามารถจับกุมล่าม “บอสจีน” และขบวนการเครือข่ายบัญชีม้า จำนวน 2 เคส ผู้ต้องหา 4 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 1 ราย และชาวกัมพูชา 3 ราย ประกอบกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงที รวม 8 เคส สามารถช่วยเหลือและระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะโอนไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 855,900 บาท

เคสที่น่าสนใจ

  • เคสที่ 1: เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.สส.ภ.6 ขยายผลจับกุมนายสหรัถ (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี สัญชาติไทย ในความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่และร่วมกันฟอกเงิน” โดยจับกุมได้ที่อาคารชุดแห่งหนึ่งในเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ผู้ต้องหารายนี้ทำหน้าที่เป็นล่ามประสานงานให้แก่ “บอส” หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ทั้งยังเป็นผู้จัดหาบัญชีม้าและจัดการระบบฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เจ้าหน้าที่ตรวจยึดทรัพย์สินแบรนด์เนมและรถยนต์หรู ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้เกี่ยวข้องต่อไป
  • เคสที่ 2: เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ปพ.บก.สส.ภ.1 นำกำลังเข้าจับกุม Miss ZHOU ZHOU อายุ 30 ปี บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง, เป็นธุระจัดหาโฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง ซิมการ์ด บัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชี พร้อมหลักฐานสำคัญเป็นภาพถ่ายการโพสต์ประกาศรับซื้อบัญชีธนาคารและ True Money Wallet ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Ple Mam” ซึ่งเสนอค่าจ้างครั้งละ 1,000-5,000 บาท เบื้องต้นควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เคสช่วยเหลือเหยื่อ

เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางนา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายชายวัย 57 ปี หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ประมูลนาฬิกาผ่านทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายได้ร่วมประมูลนาฬิกาผ่านการไลฟ์สดบนเฟซบุ๊ก และหลงเชื่อโอนเงินไปถึง 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 212,300 บาท หลังจากโอนเงินไปได้เพียง 30 นาที เจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจพบความผิดปกติของธุรกรรมและคาดว่าน่าจะเป็นการถูกหลอกลวง จึงรีบติดต่อผู้เสียหายพร้อมทำการปิดระบบแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมทันที ขณะเดียวกันเมื่อผู้เสียหายพยายามติดต่อกลับไปยังเพจไลฟ์สดดังกล่าวก็พบว่าถูกบล็อกและไม่สามารถติดต่อได้อีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางนา เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

เตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพที่ชักชวนให้ “ย้ายคุยนอกแอป” ซึ่งเป็นหลุมพรางยอดฮิตสู่ห้องแชตที่มีแต่หน้าม้า ปัจจุบันภัยบนโลกออนไลน์ทวีความรุนแรงและมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การชักชวนทำงานออนไลน์ หรือการหลอกลงทุนอ้างผลตอบแทนสูง โดยมีพฤติกรรมเด่นคือการชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น เช่น Line หรือ Telegram

รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่ จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด

ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ท่านตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง