เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค อายุ 43 ปี เซียนพระชื่อดัง พร้อมทนายความ นำเอกสารหลักฐาน เดินทางเข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.ศักดินาถ หนูฉ้ง สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อดำเนินคดีกับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. หรือรองเต่า ในข้อหาข่มขู่กรรโชกและรับจ้างทวงหนี้
โทน บางแค เปิดใจหลังสอบปากคำ 3 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 12.50 น. หลังจากใช้เวลาสอบปากคำกับพนักงานสอบสวนนานกว่า 3 ชั่วโมง โทน บางแค เปิดเผยว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้ร้องเรียนพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ว่าถูกพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ข่มขู่ติดตามทวงหนี้ที่สำนักงานชั้น 27 ของ บช.ก. เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา วันนี้ตนเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ที่ไม่ใช่ของตน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558
ขณะเดียวกัน ตนแจ้งความกลุ่มบุคคลที่เข้าข่ายให้การสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว แต่ขอสงวนรายละเอียดว่ามีใครบ้างและกี่คน เพราะอยู่ในสำนวนคดี ตนได้ให้การไปหมดแล้ว มีอยู่หลายคนและมากกว่า 1 คนแน่นอน
พฤติการณ์ที่นำไปสู่การแจ้งความ
สำหรับพฤติการณ์ที่ตนแจ้งความนั้น เนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน ตนได้รับการประสานงานจากบุคคลตามข่าว (ป๋อง สุพรรณ) ตนตั้งใจไปเป็นการส่วนตัว เพื่ออธิบายในเรื่องหนี้ที่เกิดขึ้น ตนไม่สบายใจและอยากชี้แจงเพื่อความเข้าใจ รวมทั้งไม่รู้ว่ามีคดีด้วยหรือไม่ ปรากฏว่าตนถูกพล.ต.ต.จรูญเกียรติ พูดในลักษณะที่ว่า จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยเดินออกไป ทั้งที่ตนตั้งใจอยู่แล้วเพื่อไปอธิบายเรื่องหนี้สิน แต่พอมาเจอคำพูดและพฤติกรรมแบบนี้ ตนรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถติดตามทวงหนี้ได้หรือไม่
โทน บางแค กล่าวอีกว่า ตนไม่รู้ว่าพล.ต.ต.จรูญเกียรติ เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ที่ตนตัดสินใจออกมารวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ เพราะต้องการปกป้องสิทธิของตน ยอมรับว่ากลัว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ตนจะถูกคุกคามหรือจะโดนอะไรหรือไม่ เพราะคู่กรณีเป็นคนมีอำนาจ รวมทั้งรู้สึกถูกกดดันและไม่สบายใจ จึงนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ยืนยันว่าการแจ้งความดำเนินคดีและร้องเรียนครั้งนี้ เป็นเพราะตนถูกกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมจริง ย้ำว่าไม่มีใบสั่งจากใครอย่างแน่นอน ให้คำมั่น 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ จะให้ไปสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดอะไรก็ได้
ยอมรับมีหนี้สินแต่ไม่เคยผิดสัญญา
โทน บางแค กล่าวยอมรับอีกว่า ตนมีหนี้สินกับเจ้าหนี้รายดังกล่าวจริง 2 สัญญา เป็นจำนวนหลักร้อยล้านบาท ที่ผ่านมาตนทยอยชำระบ้างตามเงินหมุนเวียนธุรกิจที่มี ได้ชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้าถึงปี 2570 รวมทั้งมีการค้ำประกันหนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง ตึกแถวอาคารพาณิชย์ ไปถึงการจ่ายเช็คล่วงหน้ารายเดือนเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว
ส่วนที่มีสื่อบางสำนักรายงานอ้างว่าตนไปฉ้อโกง เบี้ยวหนี้ หรือจ่ายเช็คเด้งนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยทำผิดสัญญาหนี้แต่อย่างใด ที่ผ่านมาตนมีทั้งหนี้ของภาคเอกชนและหนี้ธนาคาร ได้ชำระหนี้ตามระบบปกติ สามารถตรวจสอบเช็คเครดิตบูโรได้ ตอนนี้ตนมีหนี้เอกชนรายเดียวคือเจ้าหนี้รายดังกล่าว ส่วนหนี้ธนาคารมีอย่างน้อย 2-3 ธนาคาร
สำหรับสาเหตุที่ตนมีหนี้เยอะ เป็นเพราะต้องหาเงินทุนสำรองมาหมุนเวียนธุรกิจซื้อขายพระเครื่อง เพื่อให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งบางทีพระบางองค์ก็จม ขายไม่ออก หรือขายไม่ได้กำไร จำเป็นต้องมีการหาเงินทุนสำรองมาหมุนเวียน เป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตนมีสถานะการเงินที่ปกติ สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ทำธุรกิจมานานกว่า 30 ปี เคยกู้หนี้ยืมสินก่อนเจ้าหนี้คนนี้หลายคน ไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด
ชี้แจงประเด็นเช็คเด้งและหมายจับ
โทน บางแค กล่าวถึงเรื่องปัญหาเช็คเด้งว่า ถ้ามีปัญหา ป่านนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องอาญา แต่ส่วนใหญ่เวลามีปัญหาเช็คเด้ง สามารถเคลียร์จ่ายเงินได้จบ ไม่มีปัญหาเรื่องดังกล่าว ตนมีปัญหาถูกฉ้อโกงมาเยอะ เช่นเดียวกัน แต่ทยอยไล่ฟ้องดำเนินคดีและสืบทรัพย์ตามคำพิพากษาไป ตนคงยึดมั่นและใช้กระบวนการศาลและกฎหมายเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นที่อาจถูกออกหมายจับดำเนินคดีในเร็ววันนี้ โทน บางแค ระบุว่า ตนมั่นใจว่าตนไม่ได้กระทำความผิดอะไร ไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ หากเกิดถูกออกหมายจับหรือมีคดีจริง ตนจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการประกันตัวและชี้แจงข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ไม่ได้มีความหนักใจอะไร
ยืนยันขายพระแท้ ไม่กังวลชื่อเสียง
ส่วนประเด็นที่มีเซียนพระหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตนในช่วงนี้ โดยเฉพาะอ้างว่าตนขายพระปลอม โทน บางแค กล่าวว่า ตนใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตกว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงมาได้ ยืนยันว่าตนขายพระแท้มาโดยตลอด แม้กำไรจะน้อยและรวยช้า แต่เป็นการสร้างกำไรร่ำรวยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ยอมรับว่าตนบริหารการเงินผิดพลาดบ้าง มีปัญหางูกินหาง จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินมาหมุนเวียนธุรกิจตัวเอง
ทั้งนี้ ตนไม่กังวลในเรื่องเครดิตในวงการพระ ยอมรับว่ากรณีดังกล่าวอาจทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงบ้าง แต่มั่นใจว่าตนจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ทุกอย่างเป็นความจริง ความจริงจะช่วยเพิ่มเครดิตที่ดีให้กับตน ยินดีด้วยซ้ำที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
สำหรับการสอบปากคำกว่า 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตนรู้สึกเหนื่อยและหนักใจ แต่ตนได้ให้รายละเอียดตามความเป็นจริงกับพนักงานสอบสวนในสิ่งที่ตนเจอ รู้สึกว่าร้ายแรงอย่างมาก แต่ตนไม่ชี้ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ขอให้กระบวนการกฎหมายและคำพิพากษาเป็นผู้ชี้ว่าใครเป็นคนผิดดีกว่า ต่อให้เงิน อำนาจ บารมี จะสามารถซื้อข่าวได้ แต่ไม่สามารถซื้อความจริงได้ ตนยึดมั่นในความจริงและสามารถพิสูจน์ตัวเองได้
ขอโทษป๋อง สุพรรณ ผ่านสื่อ
โทน บางแค กล่าวถึงป๋อง สุพรรณ เซียนพระรุ่นพี่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีนี้ด้วยว่า ตนไม่โกรธและยังคงเคารพนับถือป๋อง สุพรรณ ในฐานะรุ่นพี่เช่นเดิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าและไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ถ้าตนทำให้พี่ป๋อง สุพรรณ รู้สึกลำบากใจ ตนขอโทษผ่านสื่อมวลชนและยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะทำให้ป๋อง สุพรรณ ลำบากใจ เมื่อถึงท่อนนี้ โทน บางแค ยกมือไหว้ขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชนถึงป๋อง สุพรรณ
หลังจากนี้ โทน บางแค จะเดินทางต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดให้ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลที่อ้างตัวเองว่าเป็นพนักงานอัยการในวันที่เกิดเหตุว่าเป็นพนักงานอัยการจริงหรือไม่ แล้วถ้าเป็นพนักงานอัยการจริง จะมีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทวงถามหนี้หรือไม่



