ACSC ระงับเงินเหยื่อ 1.2 ล้าน เผย 7 วันคดีหลอกลวงพุ่ง 5,092 คดี
ACSC ระงับเงินเหยื่อ 1.2 ล้าน 7 วันคดีหลอกลวงพุ่ง 5,092 คดี

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 โดยมีคดีที่รับแจ้งผ่าน Thaipoliceonline จำนวน 5,092 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 160,206,821 บาท ซึ่งจำนวนคดีลดลง 30 คดีจากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 5.99 ล้านบาท

ประเภทคดีหลอกลวงที่พบบ่อย

ทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงครองสัดส่วนสูงที่สุด โดยมีจำนวนคดี 4,146 คดี คิดเป็น 81.4% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” แม้มีจำนวนคดีน้อยกว่า แต่กลับสร้างความเสียหายสูงสุดในสัปดาห์นี้ มูลค่าถึง 46.89 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเทียบกับภัยที่สร้างผลกระทบรุนแรง

3 จังหวัดที่มีการแจ้งความมากที่สุด

สถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุดและมีมูลค่าความเสียหายสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • กรุงเทพมหานคร: 71 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11.6 ล้านบาท
  • เชียงใหม่: 24 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5 แสนบาท
  • นนทบุรี: 17 คดี มูลค่าความเสียหาย 60,000 บาท

กลุ่มอายุและเพศที่ตกเป็นเหยื่อ

การวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 21-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ติดต่อกัน เมื่อจำแนกตามประเภทคดี กลุ่มอายุ 21-30 ปียังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การช่วยเหลือเหยื่อของ ACSC

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ได้รับแจ้งเคสและประสานงานร่วมกับกลุ่มธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวม 5 เคส สามารถช่วยเหลือและระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะโอนไปยังบัญชีมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 72 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1,207,875 บาท

เคสที่ 1: ชายวัย 35 ปี ถูกหลอกลงทุนออนไลน์

เจ้าหน้าที่ War Room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลำผักชี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายชายวัย 35 ปี หลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุนออนไลน์ สูญเงินกว่า 800,000 บาท โดยผู้เสียหายได้ร่วมลงทุนทางออนไลน์ ก่อนถูกลวงให้เข้าไปพูดคุยต่อในแอปพลิเคชัน LINE มิจฉาชีพสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรก เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักเพื่อระงับการโอนเงิน แต่ผู้เสียหายไม่อยู่บ้าน จึงโทรศัพท์ติดต่อและอธิบายกลโกง พร้อมให้โทรแจ้ง 1441 เพื่ออายัดบัญชีและแจ้งความเบื้องต้น

เคสที่ 2: หญิงวัย 62 ปี โอนเงินให้เพื่อนบุตรชาย

เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.กาฬสินธุ์ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงอายุ 62 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัย ผู้เสียหายแจ้งว่าเป็นการโอนเงินให้เพื่อนของบุตรชายซึ่งทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างร่วมกัน มีสัญญากู้ยืมเป็นหลักฐาน จำนวน 500,000 บาท โดยโอนเงินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 14.36 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้พูดคุยทำความเข้าใจและเชิญผู้เสียหายสอบถามที่ สภ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้แจ้ง 1441 หากพบการกระทำที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

เคสที่ 3: หญิงวัย 59 ปี ถูกหลอกเทรดหุ้นทอง

เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงอายุ 59 ปี หลังโอนเงินให้มิจฉาชีพ โดยรู้จักผ่านเฟซบุ๊กเพจ “ครูนิพัน” ซึ่งแนะนำเทรดแบบง่ายๆ จากนั้นถูกหลอกให้แอดไลน์เพื่อเทรดหุ้นทอง อ้างว่าเป็นการโอนเงินผ่านนายหน้า โดยโอนไป 10 ครั้ง รวมมูลค่า 450,000 บาท เจ้าหน้าที่อธิบายกลโกงและแนะนำให้โทรอายัดบัญชีที่ 1441 พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดี

คำเตือนจาก ACSC: ระวังการชวนย้ายแพลตฟอร์ม

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพที่ชวน “ย้ายคุยนอกแอป” ซึ่งเป็นหลุมพรางยอดฮิตสู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า โดยมิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่ จากนั้นใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งใช้บัญชีอวตารมารีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้เหยื่อโอนเงิน

ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ตั้งสติและอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพ ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนโอนเงิน หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง