อรรถวิชช์แนะผู้ส่งออกไทยเร่งทวงคืนส่วนต่างภาษี 4% หลังทรัมป์ลดอัตรานำเข้า
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ออกมาให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ภายใต้สถานการณ์ความผันผวนของนโยบายภาษีนำเข้าจากฝั่งสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ความเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ส่งผลต่อผู้ส่งออกไทย
เดิมที ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้นโยบายเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศไทยในอัตราสูงถึง 19% ซึ่งส่งผลให้ผู้ส่งออกชาวไทยหลายรายต้องยอมลดราคาสินค้าลง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้กับคู่ค้าฝั่งสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อศาลฎีกาของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ระงับการเก็บภาษีในอัตราดังกล่าว
ผลจากคำสั่งศาลนี้ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์จำต้องปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากไทยลงเหลือเพียง 15% เท่านั้น โดยอัตราใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เพียงระยะเวลา 5 เดือน หากไม่ได้รับการรับรองจากสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด "ส่วนต่างภาษี" จำนวน 4% ขึ้นมาทันที
กลยุทธ์การทวงคืนส่วนต่างภาษีเพื่อผลประโยชน์ของชาติ
นายอรรถวิชช์ได้ชี้แจงถึงกระบวนการในทางปฏิบัติว่า หากมีการคืนเงินภาษีส่วนต่างนี้ เม็ดเงินจะถูกโอนกลับไปยังผู้นำเข้าในสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ใช่ผู้ส่งออกชาวไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการไทยเป็นฝ่ายยอมลดราคาสินค้าลงไปก่อนแล้ว เพื่อช่วยเหลือคู่ค้าฝั่งสหรัฐฯ
"ผมจึงขอแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยเร่งทำสัญญากับคู่ค้าฝั่งสหรัฐฯ เพื่อขอรับเงินส่วนต่าง 4% นี้คืน หากรัฐบาลสหรัฐฯ มีการจ่ายคืนภาษีจริง" นายอรรถวิชช์กล่าวย้ำ พร้อมอธิบายว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นวิธีการรักษาผลประโยชน์และดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
สัญญาณเตือนให้รู้เท่าทันเกมการค้าโลก
การออกมาเคลื่อนไหวและให้คำแนะนำในครั้งนี้ของรองหัวหน้า รทสช. ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการรู้เท่าทันเกมการค้าโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกายังคงมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต
นายอรรถวิชช์เน้นย้ำว่า การเร่งดำเนินการตามกลยุทธ์ที่เสนอ จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจไทยในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายจากต่างประเทศอีกด้วย



