ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีหมิ่นประมาทพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี
รายละเอียดคดี
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2553 นายชูวิทย์ได้กล่าวหาพล.ต.อ.พัชรวาทผ่านสื่อต่างๆ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท โดยนายชูวิทย์อ้างว่ามีหลักฐานที่ชัดเจน
ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาทได้ยื่นฟ้องนายชูวิทย์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เนื่องจากเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จและทำให้เสียชื่อเสียง
คำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2562 ว่า นายชูวิทย์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 5 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
นายชูวิทย์ไม่พอใจคำพิพากษา จึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่นำสืบยังไม่เพียงพอ และการกระทำของตนเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้วเห็นว่า การกระทำของนายชูวิทย์เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริง และเป็นการจงใจใส่ร้าย ทำให้พล.ต.อ.พัชรวาทได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้ลดค่าเสียหายจาก 5 ล้านบาท เหลือ 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีฐานะไม่ดีนัก
ปฏิกิริยาจากนายชูวิทย์
นายชูวิทย์กล่าวหลังทราบคำพิพากษาว่า รู้สึกผิดหวังที่ศาลไม่รับฟังพยานหลักฐานของตน และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีต่อไป โดยจะยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา
เขายังกล่าวอีกว่า การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อตนเอง แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
ความเห็นทางกฎหมาย
นักกฎหมายหลายคนมองว่าคำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานที่สำคัญในการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม มีบางฝ่ายกังวลว่าคำพิพากษานี้อาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากอาจทำให้คนกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ



