Molly Tea ถูกศาลจีนสั่งจ่าย 50,000 ล้านบาท ละเมิดเครื่องหมายการค้า Louis Vuitton
Molly Tea จ่าย 50,000 ล้าน ละเมิดเครื่องหมายการค้า Louis Vuitton

ศาลเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีคำพิพากษาให้บริษัท Molly Tea ซึ่งเป็นแบรนด์ชานมชื่อดังจากจีน ชำระค่าเสียหายแก่ Louis Vuitton เป็นจำนวน 10.3 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเกือบ 50,000 ล้านบาท จากความผิดฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าลายดอกไม้สี่กลีบ ซึ่งเป็นลวดลายโมโนแกรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton ที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 โดย Georges-Louis Vuitton

รายละเอียดคำพิพากษา

ศาลกำหนดให้ Molly Tea ชดใช้ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวน 10 ล้านหยวน และชำระค่าดำเนินคดีของ Louis Vuitton อีก 300,000 หยวน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10.3 ล้านหยวน โดย Molly Tea ยืนยันต่อสื่อว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูง

สาเหตุของข้อพิพาท

ข้อพิพาทดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความคล้ายคลึงระหว่างตราสัญลักษณ์ของ Molly Tea ซึ่งเป็นลวดลายดอกไม้สี่กลีบ กับลวดลายโมโนแกรมของ Louis Vuitton โดยแบรนด์จากฝรั่งเศสได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมืองซูโจวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 รายงานยังระบุว่า Molly Tea ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าลวดลายดอกไม้หลายรายการต่อสำนักงานบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน ครอบคลุมบริการร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารหลายประเภท อย่างไรก็ตาม คำขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ และมีเพียงเครื่องหมายการค้าที่มีตัวอักษรภาษาจีนคำว่า "Molly Tea" เท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รู้จัก Molly Tea

Molly Tea แบรนด์เครื่องดื่มชาตะวันออกจากจีน ก่อตั้งขึ้นที่เมืองเซินเจิ้นในปี 2564 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกมะลิและดอกไม้สีขาวทั้งสี่แห่งตะวันออก โดยใช้ใบชาจากพื้นที่สูงผสมผสานกัน ปัจจุบันมีร้านมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน และมีสาขาในต่างประเทศมากกว่า 50 แห่ง สำหรับในไทย Molly Tea เข้ามาเปิดในปี 2567 สาขาแรกที่เซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์ ปัจจุบันมี 6 สาขาในกรุงเทพฯ ชื่อ "Molly" มาจากการออกเสียงที่พ้องกับคำว่า "Mò Lì" (茉莉) ซึ่งเป็นภาษาจีนกลางที่แปลว่า "ดอกมะลิ" เน้นแนวคิด "Eastern Modern" หรือความร่วมสมัยแบบตะวันออก ทำให้แบรนด์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนรุ่นใหม่

กลยุทธ์การตลาดแบบ Hyper-localisation

Molly Tea เดินหน้าทำตลาดแบบ Hyper-localisation สอดรับกับกระแส "City Marketing" หรือการที่เมืองต่างๆ สร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ของตนเอง ซึ่งกลยุทธ์นี้กำลังได้รับความนิยมในแบรนด์จีน ที่เน้นการเจาะลึกอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละมณฑลหรือแต่ละเมือง เพื่อเรียกความสนใจให้กับคนในพื้นที่ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกระแสนี้ คือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงกระแส "การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" (Cultural Travel) ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหันไปเยี่ยมชมแหล่งประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่น

การทำตลาดแบบ Hyper-localisation ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ในการสร้างความน่าเชื่อถือด้านวัฒนธรรมในสายตาของคนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ "การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" ที่ช่วยส่งเสริมการสร้างแบรนด์ของเมือง (City Marketing) และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น การทำเครื่องดื่มชาสับปะรด "Hokkien Sweetness" ซึ่งหยิบยกเอกลักษณ์หนึ่งในแหล่งปลูกสับปะรดสำคัญของจีน ได้แก่ มณฑลฝูเจี้ยนตอนใต้ หรือภูมิภาคหมิ่นหนาน (Southern Min) โดยคำว่า "Hokkien" คือชื่อภาษาหรือภาษาถิ่นที่ใช้ในพื้นที่ดังกล่าว

กระแสถกเถียงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

คำพิพากษาดังกล่าวได้รับความสนใจและก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางส่วนเห็นว่าลวดลายดอกไม้ของแบรนด์ชานมมีความคล้ายคลึงกับของ Louis Vuitton อย่างมาก ขณะที่อีกส่วนมองว่าโลโก้ของทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความคล้ายกันมากนัก และทั้งสองบริษัทดำเนินธุรกิจในหมวดสินค้าที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นต้นฉบับของลวดลายของ Louis Vuitton โดยมองว่าอาจได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน

นางคัง ลี่เซี่ย หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Beijing Standzer IP Firm กล่าวว่า บริษัทจากจีนมีสิทธิยื่นอุทธรณ์และนำเสนอหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าองค์ประกอบทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นสมบัติสาธารณะ แต่หลักการ "ผู้ยื่นคำขอก่อนมีสิทธิ์ก่อน" (First-to-File) ถือเป็นหลักการสำคัญของระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีน ภายใต้กฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีน สิทธิในเครื่องหมายการค้าจะมอบให้แก่ผู้ที่จดทะเบียนกับสำนักงานบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีนได้ก่อนเป็นหลัก

นายหลิว ปิน ทนายความด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากสำนักงานกฎหมาย Beijing Zhongwen Law Firm กล่าวว่า แม้องค์ประกอบทางวัฒนธรรมดั้งเดิมควรเปิดกว้างให้มีการนำไปใช้และสืบทอดต่อได้ แต่การใช้เครื่องหมายการค้าในเชิงพาณิชย์ควรหลีกเลี่ยงความคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว

ลายโมโนแกรม LV

ลายโมโนแกรม (Monogram) ของ Louis Vuitton ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 โดย Georges-Louis Vuitton โดยนำอักษรย่อ L.V. มาใช้เพื่อเป็นเกียรติแก่บิดาของเขา เดิมลวดลายนี้มีชื่อว่า L.V. Canvas ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Monogram Canvas ตั้งแต่ปี 2528 (ค.ศ.1985) ลวดลายดังกล่าวยังคงใช้โทนสีแบบเดียวกับ Damier และประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 รูปแบบ ได้แก่ ลวดลายดอกไม้ 3 แบบ ซึ่งผสมผสานระหว่างรูปทรงจากธรรมชาติกับรูปทรงเรขาคณิต และอักษรย่อ L.V. ซึ่งย่อมาจากชื่อของ Louis Vuitton

อย่างไรก็ตาม Molly Tea ยืนยันต่อสื่อว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูงในประเด็นดังกล่าว