จับแก๊งจีนลักลอบตัดไม้พะยูงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
จับแก๊งจีนลักลอบตัดไม้พะยูงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับตำรวจภูธรปากช่อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมแก๊งชาวจีนลักลอบตัดไม้พะยูงในพื้นที่อุทยานฯ มูลค่าความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท โดยสามารถยึดของกลางเป็นไม้พะยูงแปรรูปจำนวน 52 แผ่น น้ำหนักรวมประมาณ 1,500 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์การตัดไม้ เช่น เลื่อยยนต์ 2 เครื่อง และรถกระบะ 1 คัน

การจับกุมดำเนินการอย่างไร

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ว่ามีกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเข้าไปในเขตอุทยานฯ ในเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังซุ่มอยู่บริเวณจุดเสี่ยง พบผู้ต้องหา 3 คน เป็นชาวจีนทั้งหมด กำลังขนไม้พะยูงขึ้นรถกระบะ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ผู้ต้องหาพยายามหลบหนีและใช้อาวุธมีดข่มขู่ ก่อนจะถูกควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด

ผู้ต้องหาให้การอย่างไร

นายหวัง (นามสมมติ) หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายทุนชาวจีนให้มาลักลอบตัดไม้พะยูงในพื้นที่ โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดครั้งละ 50,000 บาท โดยได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ครั้ง ก่อนจะถูกจับกุมในครั้งนี้ ไม้พะยูงที่ตัดได้จะถูกส่งไปยังประเทศจีนผ่านทางชายแดนภาคเหนือ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเสียหายและผลกระทบ

นายสมชาย (นามสมมติ) หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เปิดเผยว่า ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้ามที่มีราคาสูงในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนที่นิยมนำไปทำเฟอร์นิเจอร์และเครื่องดนตรี การลักลอบตัดไม้ในครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศของอุทยานฯ อย่างรุนแรง เนื่องจากไม้พะยูงที่ถูกตัดมีอายุมากกว่า 100 ปี นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่พึ่งพาไม้ชนิดนี้เป็นแหล่งอาศัย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันลักลอบตัดไม้หวงห้ามในเขตอุทยานแห่งชาติ ร่วมกันมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพยายามหลบหนีการจับกุม โดยมีโทษสูงสุดจำคุก 15 ปี และปรับไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จะขยายผลไปยังนายทุนที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

มาตรการป้องกันในอนาคต

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเพิ่มมาตรการป้องกันการลักลอบตัดไม้ โดยจะติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง และใช้เทคโนโลยีโดรนลาดตระเวนในเวลากลางคืน รวมถึงประสานความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบเพื่อแจ้งเบาะแสหากพบเห็นการกระทำผิด