กระทรวงพลังงานเปิดสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาท ส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
วันนี้ (11 มีนาคม 2569) กระทรวงพลังงานได้ประกาศใช้มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างเป็นทางการ โดยเปิดทางให้ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 200,000 บาท มาตรการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว กระตุ้นการลงทุนในพลังงานสะอาดภายในประเทศ และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
รายละเอียดสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า มาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดนี้ถูกออกแบบให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ประชาชนที่สนใจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารหรือโซลาร์รูฟท็อป สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ทันที โดยมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้
- ระบบที่ติดตั้งต้องเป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ On-Grid ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า
- การเชื่อมต่อต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
- ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักลดหย่อนภาษีต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ หรือ e-Tax Invoice เท่านั้น
มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 กระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่า มาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคพลังงานสะอาดภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจสร้างเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 240,000 ล้านบาท
ประโยชน์หลัก 3 ประการจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
กระทรวงพลังงานระบุว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะก่อให้เกิดประโยชน์หลัก 3 ประการ ได้แก่
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของครัวเรือน เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้าลดลง
- ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
- การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
กระทรวงพลังงานประเมินว่า หากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการนี้อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15.28 ล้านตันต่อปี
การขยายมาตรการไปสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
นอกจากการสนับสนุนประชาชนแล้ว มาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดยังครอบคลุมไปถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ในอัตรา 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง เท่ากับการให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ประมาณร้อยละ 50 ของเงินลงทุนจริง
ตัวอย่างอุปกรณ์ที่เข้าร่วมมาตรการ ได้แก่ ระบบปั๊มความร้อน (Heat Pump) สีทาผนังที่ช่วยสะท้อนความร้อน กระจกกันความร้อนสำหรับอาคาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับสูงสุด การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคาร บ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อควรระวังและเป้าหมายระยะยาวของรัฐบาล
กระทรวงพลังงานระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการนี้จะต้องไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนจากมาตรการอื่นของรัฐ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกจากนี้ การใช้สิทธิ์ต้องมีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและป้องกันการใช้สิทธิ์ไม่ถูกต้อง
รมว.พลังงาน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



