จากกรณีนายชัยสิทธิ์ ขันทะ หรือโป๊ย อายุ 34 ปี พ่อค้ากัญชา ถูกนายศุภกร จีนศรี อายุ 27 ปี ใช้มีดแทงเสียชีวิตภายในบ้านพักย่านดอนเมือง โดยมีเพื่อนอีก 2 คนอยู่ในเหตุการณ์ คือ นายชยพล ชัยศรี อายุ 27 ปี และนายกฤตธนัท ศรีภูมิชัย อายุ 24 ปี หลังจากนั้นผู้ก่อเหตุได้นำศพยัดใส่ลังพลาสติกและหมกไว้ในกระบะดินเพาะปลูกกัญชาบนชั้นสองของบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเปิดเป็นร้านขายกัญชา โดยผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ตายกล่าวหาว่าขโมยนาฬิกาและด่าบุพการี จึงนัดมาเคลียร์ที่บ้านแต่ไม่ลงตัว ก่อนก่อเหตุฆ่าอำพราง
ความคืบหน้าล่าสุด
วันนี้ (17 มิ.ย. 69) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง เตรียมนำตัวผู้ต้องหาทั้งสามรายส่งฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา ขณะที่ผู้สื่อข่าวรอทำข่าวบริเวณด้านหลังอาคาร สน.ดอนเมือง ปรากฏว่านายศุภกรซึ่งคาดว่าเป็นมือแทง ได้ตะโกนพูดคุยกับผู้สื่อข่าวผ่านหน้าต่างห้องควบคุม โดยในช่วงแรกมีท่าทีหยอกล้อ ก่อนจะยอมบอกว่าตนสบายดีและสำนึกผิด พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ แต่ไม่ยอมอธิบายรายละเอียด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการขนทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตออกจากบ้าน นายศุภกรอ้างว่าเอาไปทิ้ง และเมื่อถามว่าทำไมไม่ทิ้งถังขยะหน้าบ้าน ก็ตอบกลับว่าเดี๋ยวคนอื่นรู้ ส่วนสาเหตุของการขนย้ายทรัพย์สินอ้างว่าจำไม่ได้เพราะเมาและนอนน้อย แต่ตอนนี้นอนเต็มอิ่มแล้ว
คำให้การของผู้ต้องหา
เมื่อถามว่าได้ขอโทษใครหรือยัง นายศุภกรบอกว่าได้ขอโทษแม่ตัวเอง ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นรอให้มาขอโทษก่อน เพราะเขาด่าพ่อแม่ตน ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้เสียชีวิตจะมาขอโทษยังไง นายศุภกรตอบว่ารอให้มาเข้าฝัน เมื่อผู้สื่อข่าวทักว่าสะกดวิญญาณไปแล้ว นายศุภกรไม่ตอบคำถาม
ระหว่างการพูดคุย นายศุภกรมีท่าทีไม่เครียดหรือกังวล ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าหนู และบางช่วงปีนเกาะรั้วกรงเหล็กหน้าต่างห้องขัง
ต่อมาเวลา 10.20 น. ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามไปส่งฝากขังที่ศาลอาญา ระหว่างทางผู้สื่อข่าวสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจ นายศุภกรตอบว่าตนสลดใจกับเหตุการณ์ แต่เป็นคนชอบยิ้มตลอดเวลา ยืนยันไม่มีเจตนามุ่งหวังเอาทรัพย์สิน และย้ำว่าถูกด่าบุพการีก่อน ตนไม่ชอบให้ใครมาด่าบุพการีหรือพูดไม่เพราะกับตน ส่วนเรื่องกัญชาไม่เกี่ยวข้องและไม่มีปัญหา
นายศุภกรยังบอกอีกว่าหลังก่อเหตุกลับบ้านไปได้เอาผ้าถุงที่คาดไว้ที่อกลอดออกมาทางศีรษะ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่าอยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต ส่วนตัวผู้เสียชีวิตให้มาเข้าฝันขอโทษตนเอง
ขณะถูกนำตัวขึ้นรถผู้ต้องหา ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่านายศุภกรมีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ต่างจากผู้ต้องหาอีกสองรายที่มีสีหน้าเคร่งเครียด



