เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พ.ต.ต.ภูนบ เรืองยิ่ง พนักงานสอบสวน สภ.เขาชัยสน จ.พัทลุง พร้อมกำลังตำรวจสายตรวจ เข้าควบคุมตัว สิบเอกคณิศร หรือ “เบิร์ด” อายุ 40 ปี อดีตทหารที่ถูกให้ออกจากราชการ ภายในบ้านหลังหนึ่ง อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง หลังใช้อาวุธมีดแทง ร.ต.อ.จีรศักดิ์ อายุ 66 ปี อดีตตำรวจตระเวนชายแดน 434 พัทลุง ซึ่งเป็นบิดา ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหตุการณ์และอาการบาดเจ็บ
จากการตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถูกแทงบริเวณแผ่นหลัง ศีรษะ และลำคอ ญาติเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเขาชัยสน ก่อนส่งรักษาต่อ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว ภายในบ้านพบคราบเลือดหยดเป็นทางจากห้องครัวมายังห้องโถงหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเก็บอาวุธมีดปอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุไว้เป็นหลักฐาน
คำให้การของผู้ก่อเหตุ
จากการสอบสวน นายคณิศร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงกับผู้เป็นพ่อ เรื่องการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน เนื่องจากต้องการนำเอกสารไปสมัครงานที่จังหวัดภูเก็ต โดยเข้าใจว่าชื่อตนยังอยู่ในทะเบียนกลาง ขณะที่ผู้เป็นพ่อยืนยันว่าชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว แต่ตนไม่เชื่อ จนเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง
ผู้ก่อเหตุอ้างอีกว่า ระหว่างมีปากเสียง ผู้เป็นพ่อได้ใช้มีดในครัวเข้ามาทำร้ายก่อน ทำให้ตนได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและมือขวา ก่อนจะเกิดการแย่งมีดกัน และตนใช้มีดแทงสวนกลับไปด้วยความโมโห พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายบิดาและรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
การช่วยเหลือและการควบคุมตัว
ขณะเกิดเหตุ นางเครือวัลย์ ผู้เป็นมารดา ได้วิ่งออกจากบ้านร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ก่อนชาวบ้านจะช่วยกันนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ภายหลังถูกควบคุมตัว นายคณิศรอยู่ในอาการสงบ พร้อมระบายกับเจ้าหน้าที่ว่า หลังบิดาเกษียณราชการเมื่อปี 2563 และกลับมาอยู่บ้าน มักมีปากเสียงกันเป็นประจำ รวมถึงอ้างว่าบิดาเคยทำร้ายมารดา จนทำให้บรรยากาศในครอบครัวไม่เคยสงบ และเป็นสาเหตุที่ตนต้องการกลับไปทำงานที่จังหวัดภูเก็ต
ข้อมูลจากชาวบ้าน
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า นายคณิศร เคยรับราชการทหารอยู่ในค่ายแห่งหนึ่ง ก่อนถูกให้ออกจากราชการ และเคยต้องโทษในคดียาเสพติด รวมทั้งผ่านการบำบัดมาแล้ว หลังจากนั้นได้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดภูเก็ต แต่มีปัญหาจนต้องกลับมาอยู่บ้าน กระทั่งมาก่อเหตุทะเลาะกับผู้เป็นพ่อในครั้งนี้ โดยชาวบ้านระบุว่า บางครั้งผู้ก่อเหตุมีอาการพูดจาคนเดียวและลักษณะคล้ายคนหลอนยา
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



