เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ 2742/2562 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือนายอาเด็ม คาราดัค จำเลยที่ 1 และนายไมไรลี ยูซูฟู จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ฆ่าผู้อื่น และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558
รายละเอียดคำฟ้อง
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 โดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด ซึ่งประกอบขึ้นเองและเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะการสงครามไว้ในครอบครอง จากนั้นในวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพาวัตถุระเบิด 1 ชุด ไปยังบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส โดยจำเลยที่ 1 นำไปวางไว้และจำเลยที่ 2 จุดชนวน แต่ระบบจุดระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิดอีก 1 ชุด ไปยังศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ โดยจำเลยที่ 2 ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ซึ่งนำไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้ศาล จากนั้นจำเลยที่ 2 จุดชนวนจนเกิดระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 คน บาดเจ็บสาหัส 53 คน และบาดเจ็บ 73 คน พร้อมทรัพย์สินเสียหายหลายรายการ
พยานหลักฐานสำคัญ
โจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพชายสวมเสื้อสีเหลือง (จำเลยที่ 1) นำกระเป๋าเป้ไปวางที่ม้านั่งก่อนเกิดเหตุ และชายสวมเสื้อสีม่วง (จำเลยที่ 2) ที่พบเห็นร่วมกัน พยานคนขับรถแท็กซี่และรถสามล้อรับจ้างยืนยันตัวบุคคล นอกจากนี้ยังมีการตรวจยึดเสื้อผ้าและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงลายนิ้วมือแฝงในห้องพักของจำเลยที่ 1 ซึ่งพบสารเคมีและวัตถุระเบิด
คำพิพากษา
ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ปรับคนละ 1,000 บาท ในข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร และให้จำคุก 5 ปี ในข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้าและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกอีก 6 เดือน แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่นำโทษจำคุกอื่นมารวม ให้ประหารชีวิตสถานเดียว นอกจากนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 16,000 บาท โรงพยาบาลตำรวจ 364,500 บาท กรุงเทพมหานคร 530,000 บาท และสำนักการจราจรและขนส่ง 594,471 บาท
เหตุผลในการลงโทษ
ศาลระบุว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง เนื่องจากจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดในขณะที่มีประชาชนจำนวนมากมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นภยันตรายต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ แม้จำเลยจะให้การในชั้นสอบสวน แต่ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ



