ศาลสูงสุดสหรัฐฯ คว่ำภาษีนำเข้าทั่วโลกของทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีใหม่ 15% ทันที
ความไม่แน่นอนทางการค้าระลอกใหม่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 หรือ IEEPA ในการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ เนื่องจากเป็นอำนาจของสภาคองเกรส คำวินิจฉัยนี้มีผลให้มาตรการภาษีที่ประกาศใช้มาร่วมปี นับตั้งแต่วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 เป็นโมฆะไปโดยปริยาย
ทรัมป์แก้เกมประกาศเก็บภาษีใหม่ 15% ทั่วโลก
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้นำสหรัฐฯ แก้เกมอย่างรวดเร็วด้วยการประกาศใช้กฎหมายอีกฉบับ คือ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เก็บภาษีจากทุกประเทศทั่วโลก 10% และยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์โพสต์บนทรูธ โซเชียล ประกาศขึ้นภาษีอีกระลอกเป็น 15% เต็มเพดานที่มาตรา 122 เปิดทางให้บังคับใช้ได้ โดยระบุไว้ในโพสต์ว่าให้มีผลทันที
แม้ทรัมป์จะโพสต์ว่าให้มีผลทันที แต่ทำเนียบขาวระบุว่า สินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกที่ส่งเข้าไปขายยังสหรัฐฯ จะเริ่มถูกเก็บภาษีในอัตราใหม่ เริ่มต้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เข้าสู่วันใหม่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ภาษีอัตราใหม่ 15% นี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศที่ได้และเสียประโยชน์
ผลกระทบต่อคู่ค้าทั่วโลกและผู้บริโภคสหรัฐฯ
กลุ่มที่เสียประโยชน์หลักๆ เป็นประเทศที่ปิดดีลตั้งแต่แรกๆ อย่างอังกฤษกับออสเตรเลีย ซึ่งได้ข้อตกลงที่น่าพอใจอยู่ในมือแล้ว โดยหอการค้าอังกฤษประเมินว่าภาษี 15% จะทำให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 2,700 - 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผู้ที่รับภาระคือผู้บริโภคในสหรัฐฯ ขณะที่สถาบันวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลประเมินว่า ผู้บริโภคในสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนจากภาษีที่เพิ่มขึ้นราว 31-63%
อีกกลุ่มที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในขณะนี้ คือประเทศที่ทำข้อตกลงลดภาษีจากสหรัฐฯ ได้เหลือ 15% แม้ดูเหมือนจะเท่าทุน แต่ดีลก่อนหน้านี้ก็มีราคาที่ต้องจ่าย อย่างสหภาพยุโรป ก่อนหน้านี้ตกลงซื้อพลังงาน 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ 600,000 ล้านดอลลาร์ แลกกับการลดภาษีเหลือ 15% ที่แม้ข้อตกลงจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะติดหล่มเรื่องกรีนแลนด์ แต่เวลานี้ภาคธุรกิจกำลังกดดันให้อียูหาคำตอบจากสหรัฐฯ ให้ชัดว่าคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดจะส่งผลต่อข้อตกลงการค้าอย่างไร
สถานการณ์ในเอเชียและจีน
ขณะที่ประเทศในแถบเอเชีย อัตราภาษีใหม่จะทำให้เสียภาษีถูกลงจากเดิมที่เจรจาไว้ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายมาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีไว้เพียง 150 วัน หลังจากนั้นสภาคองเกรสจะร่วมลงมติด้วย ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นคือช่วงราวๆ เดือนกรกฎาคม ทรัมป์อาจงัดมาตรการอื่นออกมาใช้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องชดใช้ภาษีที่เก็บไปแล้วคืนแต่ละประเทศ
อินโดนีเซีย เป็นประเทศล่าสุดที่ปิดดีลการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังต่อรองเงื่อนไขมานานหลายเดือน โดยเจรจาลดภาษีจาก 32% ลงเหลือ 19% ได้สำเร็จ แลกกับการเปิดตลาดให้สินค้าอเมริกันเต็มที่ โดยส่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจบินตรงไปลงนามที่วอชิงตัน ดี.ซี. ดีลยกเว้นภาษีสินค้าสำคัญๆ อย่างน้ำมันปาล์ม กาแฟ ยาง และเครื่องเทศต่างๆ แต่กลายเป็นว่าขณะนี้อินโดนีเซียจะเสียภาษี 15% แทน เหมือนกับทุกประเทศ รวมถึงไทย
ส่วนจีน ในฐานะเป้าหมายหลักของมาตรการภาษีของทรัมป์ ในอดีตภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้าจีนเคยไปไกลถึง 145% เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2025 หลังจากทรัมป์ขึ้นภาษีจัดการจีนที่ปล่อยให้เฟนทานิลทะลักเข้าสหรัฐฯ และประกาศมาตรการตอบโต้กันไปมา กระทั่งจบที่การหย่าศึกชั่วคราว 1 ปี ลดอัตราภาษีเหลือ 20% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ระหว่างการพบกันที่เกาหลีใต้ของทรัมป์และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน
แม้ว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้จะเป็นคุณกับจีน แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนจะระมัดระวังอย่างยิ่งในการจะขยับตัวทำอะไรนับจากนี้ ขณะที่การเพลี่ยงพล้ำของทรัมป์แม้จะทำให้จีนใจชื้นขึ้น แต่จำต้องสงวนท่าทีไว้ เพราะทรัมป์ยังมีไพ่ตายเป็นกฎหมายการค้าอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ตอบโต้ได้ และที่สำคัญจีนต้องรักษาบรรยากาศอันดี ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนในวันที่ 31 มีนาคม - 2 เมษายนนี้
อนาคตการค้าโลกรอคำตอบจากผู้นำสหรัฐฯ
ประเด็นการค้าและภาษี คาดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ในการหารือครั้งนี้ของ 2 ผู้นำ ซึ่งเดิมอาจเน้นหารือเรื่องสินค้าเกษตรและแร่หายาก แต่ขณะนี้โจทย์สำคัญน่าจะเป็นความชัดเจนว่านโยบายภาษีของผู้นำสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกรอคำตอบในเวลานี้



