พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่ เป็นหนึ่งในพิมพ์ทรงที่ได้รับความสนใจจากนักสะสมพระเครื่องมาอย่างยาวนาน ลักษณะเด่นที่ทำให้เป็นที่มาของชื่อพิมพ์คือ ฐานพระทั้งสามชั้นที่มีลักษณะเป็นเส้นคู่ รองรับองค์พระ ซึ่งพบเจอเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งเปิดกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส (วัดบางขุนพรหม) เมื่อปี พ.ศ. 2500
ที่มาและความแตกต่างจากวัดระฆังฯ
นิรนามแห่งนิตยสารพรีเชียส ระบุว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่นั้นมีเฉพาะในวัดบางขุนพรหมเท่านั้น วัดระฆังโฆสิตารามไม่มีพิมพ์ทรงนี้ และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซมพิมพ์ย่อยที่ 3 ซึ่งคล้ายกับพิมพ์ฐานคู่จนแทบแยกไม่ออก ก็ไม่มีในวัดระฆังฯ เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตำรา "พระเครื่องประยุกต์" ของตรียัมปวาย ระบุว่าพระสมเด็จพิมพ์ฐานคู่มีของวัดระฆังฯ ด้วย โดยอ้างว่ามีแม่พิมพ์โบราณที่เคยใช้สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์นี้มาก่อน แต่เลิกใช้แล้ว และจึงนำแม่พิมพ์โบราณนี้มาสร้างพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมด้วย ซึ่งคล้ายกับกรณีพิมพ์ทรงเส้นด้าย
สมมติฐานจากศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
สำหรับพิมพ์ทรงเส้นด้าย "ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" เคยนำเสนอว่า เนื้อและพิมพ์นิยมที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่น่าสร้างจากแม่พิมพ์โบราณ แต่เป็นการสร้างจากแม่พิมพ์ที่แกะขึ้นมาใหม่ โดยช่างชุดเดียวกับที่สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงมาตรฐาน เหตุผลคือมีการสร้างแม่พิมพ์จำนวนมาก (นิรนามแยกได้ถึง 7 รูปแบบพิมพ์ย่อย) เพื่อให้ครบ 84,000 เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ และการปรากฏลักษณะ "ทัศนียภาพ" หรือการมองเห็นตามจริงมีระยะใกล้ไกล ซึ่งเป็นลักษณะศิลปกรรมแบบตะวันตกที่ทำโดยช่างสิบหมู่หรือช่างทองหลวง เหมือนกับที่ปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่
สำหรับพิมพ์ฐานคู่ "ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" อนุมานว่า พิมพ์ทรงมาตรฐานที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันที่มีเพียงพิมพ์ย่อยเดียว ไม่น่าสร้างจากแม่พิมพ์โบราณจากช่างชาวบ้าน แต่น่าจะเป็นแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นใหม่ โดยพิจารณาจากเส้นสายลายพิมพ์แล้ว ช่างที่แกะแม่พิมพ์น่าจะเป็นตระกูลช่างเดียวกันหรืออาจเป็นช่างคนเดียวกันทั้งหมด ส่วนพระสมเด็จพิมพ์ฐานคู่ที่สร้างจากแม่พิมพ์โบราณอาจมีอยู่จริง แต่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
สมมติฐานอีกประการคือ แม่พิมพ์ที่ใช้สร้างพิมพ์ฐานคู่และพิมพ์เส้นด้ายนี้ ถูกสร้างในคราวเดียวกับการสร้างแม่พิมพ์วัดระฆังฯ พิมพ์ทรงมาตรฐานทั้ง 5 พิมพ์ ร่องรอยที่ปรากฏคือพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่เนื้อจัดมากจะใกล้เคียงของวัดระฆังฯ ดังที่อาจารย์ประจำ อู่อรุณ ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จอาวุโส เคยกล่าวว่าเคยเห็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมเนื้อแบบวัดระฆังฯ แทบทุกพิมพ์ อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนใหญ่ในปัจจุบันมองว่าพระสมเด็จพิมพ์ฐานคู่และพิมพ์เส้นด้ายเป็นของวัดบางขุนพรหมเท่านั้น
ลักษณะเฉพาะของพิมพ์ฐานคู่
"ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" เคยให้ความเห็นว่าพระสมเด็จพิมพ์ฐานคู่และพิมพ์ฐานแซม มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนพระสมเด็จแบบกรอบสี่เหลี่ยมพิมพ์อื่นของทั้งวัดระฆังฯ และวัดบางขุนพรหมเลย คือมีฐานและองค์พระที่มีลักษณะลอยตัวไม่ทิ้งน้ำหนักลง รวมถึงมีพระวรกายคล้ายกับการบำเพ็ญทุกรกิริยาในบางพิมพ์ย่อย ซึ่งคล้ายกับพระสมเด็จวัดเกศไชโยด้วย
เมื่อพิจารณาเส้นสายลายพิมพ์ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่มีการแกะแม่พิมพ์ค่อนข้างประณีตบรรจง (ระดับใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ฐานแซมส่วนใหญ่ที่มีพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซมเป็นแม่แบบ) น่าจะแกะในช่วงแรก ส่วนพิมพ์เส้นด้ายเป็นแบบหวัดแกมบรรจง (ใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมที่เป็นแม่แบบ) น่าจะแกะในช่วงถัดมา ส่วนพิมพ์สังฆาฏิส่วนใหญ่เป็นแบบค่อนข้างหวัดและมักหย่อนความงดงามทางศิลปะเนื่องจากต้องรีบเร่งแกะ สันนิษฐานว่าในบรรดาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมทั้งหมด แกะแม่พิมพ์นี้เป็นพิมพ์ท้ายสุด
บทส่งท้าย: ความรู้จากนิรนาม
"ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ" ขอส่งท้ายด้วยองค์ความรู้ของนิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ รวมถึงจุดสังเกตความแตกต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม (พิมพ์ที่ 3) ดังนี้
- ขอบแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้านมีเส้นขอบนูนขึ้น มักปรากฏรอยครูดของการยกตอกขึ้นและเนื้อปลิ้นด้านหน้า เพราะวัดบางขุนพรหมตัดตอกโดยกดลงด้านหน้าแล้วยกขึ้นหรือปาดเนื้อส่วนเกินออกด้านข้าง ต่างจากวัดระฆังฯ ที่ตัดตอกจากด้านหลังมาด้านหน้า จึงไม่ปรากฏเนื้อปลิ้นแต่กลับมีรอยปูไต่ที่ด้านหลัง
- เส้นซุ้มเรือนแก้วเป็นเส้นเรียวเล็กและคมชัดมาก
- พระเกศเรียวยาวจรดซุ้มเรือนแก้ว
- พระพักตร์เป็นรูปไข่ผ่าซีก แต่ค่อนข้างเล็กสมกับขนาดองค์พระ
- พระกรรณเป็นเส้นตรงและคมชัด พระกรรณด้านขวาขององค์พระ (หรือถ้าดูจากด้านหน้าจะเห็นพระกรรณด้านซ้ายอยู่ต่ำกว่าด้านขวา) ยาวจรดบ่า
- เส้นจีวรเป็นร่องลึกตรงกลาง เรียกว่า "อกร่อง"
- พระอุระ (อก) เส้นจีวรทั้งคู่ที่วิ่งขึ้นไปชนอกทั้งสองข้างมีลักษณะม้วนเข้าพระอุระ จุดตำหนิแม่พิมพ์ตรงนี้จะต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซมที่เส้นจีวรทั้ง 2 เส้นเมื่อวิ่งขึ้นไปชนอกจะผายออกไปทางรักแร้ทั้งสองด้าน ขณะที่พิมพ์ฐานคู่เส้นจีวรทั้ง 2 เส้นวิ่งขึ้นไปชนอกตรงๆ เท่านั้น และในองค์พระที่ติดชัด เส้นอกที่วิ่งจากไหล่ทั้งสองข้างจะเป็นเส้นสูงกว่าเส้นจีวรที่วิ่งขึ้นไปชนกับเส้นอก
- เส้นตักเป็นเส้นตรง ต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3 ที่เส้นหน้าตักมีลักษณะมีหัวเข่าทั้ง 2 ข้างและมีเรียวกระบาทซ้อนกัน แม้ไม่ชัดเจนนัก
- เส้นแซมใต้หน้าตักทางซ้ายมือขององค์พระมีลักษณะเรียวยาวเกินหัวเข่าอย่างเห็นได้ชัด ต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซมที่เส้นแซมใต้ตักยาวพอๆ กับหัวเข่าทั้งซ้ายและขวา
- เส้นฐานชั้นที่สามกับเส้นแซมใต้ฐาน เส้นคู่นี้อยู่ชิดกันมากกว่าเส้นอื่นๆ
- เส้นแซมใต้ฐานชั้นที่สามทางซ้ายมือขององค์พระสั้นกว่าเส้นอื่นๆ ต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3 ที่เส้นแซมไม่สั้นเท่า
- ฐานชั้นที่หนึ่ง (ชั้นล่างสุด) เป็นแท่งตรงและใหญ่ ตรงกลางมีลักษณะเว้าลึกจนดูเหมือนเป็นเส้นฐานคู่กัน และเว้าลึกกว่าพระพุทธลักษณะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ที่ 3
- พิมพ์ด้านหลังส่วนใหญ่เป็นหลังเรียบ ส่วนพิมพ์หลังสังขยามีน้อยมาก
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ "พระสมเด็จศาสตร์" โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่เอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ที่งดงามมากองค์หนึ่ง มีคราบขี้กรุปกคลุมทั้งองค์ วรรณะน้ำตาล พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีความสมบูรณ์ มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงคือฐานทั้งสามชั้นเป็นเส้นคู่ และเส้นจีวรทั้ง 2 เส้นวิ่งขึ้นไปชนเส้นอกตรงๆ (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานแซมวัดบางขุนพรหม เส้นจีวรจะผายออกไปทางซอกแขนทั้ง 2 ข้าง) พระเศียรและพระวรกายโดยรวมมีขนาดเล็กกว่าพิมพ์ฐานแซม เส้นหน้าตักเป็นเส้นตรง (ถ้าเป็นพิมพ์ฐานแซมจะคล้ายเลขแปดตามแนวนอน) ขอบพระด้านหน้าไม่ปรากฏขอบปลิ้นชัดเจนนัก อาจเกิดจากการตัดชิด ซึ่งขอบปลิ้นมักพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
ผู้เขียน: พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์



