มุสลิมรวมตัวรามคำแหง 53 ไลฟ์สดด่ากราดหนุ่ม LGBTQ เสี่ยงผิดกฎหมาย
มุสลิมรวมตัวรามคำแหง 53 ไลฟ์สดด่ากราดหนุ่ม LGBTQ เสี่ยงผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ที่ชาวไทยมุสลิมจำนวนนับพันคนรวมตัวกันบนซอยรามคำแหง 53 พร้อมถือโทรศัพท์มือถือเพื่อไลฟ์สดการตักเตือนกลุ่มพิทักษ์ธรรมที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อชายหนุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง การกระทำดังกล่าวแม้จะอ้างว่าเพื่อปกป้องศาสนา แต่กลับสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การตักเตือนที่เกินขอบเขต

รศ.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการมุสลิม กล่าวว่า การแสดงออกทางความศรัทธาต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างฐานะผู้อยู่ในความเชื่อทางศาสนากับฐานะพลเมืองที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ในสังคมที่มีกฎหมายกำหนด การตักเตือนระหว่างผู้ศรัทธาจะต้องกระทำภายใต้กรอบที่สังคมกำหนด ซึ่งทั้งศาสนาและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจใครใช้กำลังเหนือผู้อื่น เว้นแต่จะได้รับอำนาจตามกฎหมาย ศาสนาไม่ได้อนุญาตให้กล้อนผมผู้อื่นได้ เพียงแต่สามารถตักเตือนหรือไกล่เกลี่ยตามกรอบกฎหมายเท่านั้น

ตามหลักศาสนาอิสลาม สอนให้ตอบโต้สิ่งเลวด้วยสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามหลักศาสนา ผู้ถูกกระทำสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะเข้าข่ายข่มขู่คุกคามและทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวทางที่ถูกต้องตามหลักศาสนา

รศ.ชัยวัฒน์ชี้ว่า การตักเตือนต้องใช้สติปัญญา ความนุ่มนวล และคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้ถูกตักเตือน หากต้องการให้ขอโทษ ควรกระทำในพื้นที่ปิดมิดชิดไร้กล้อง หรือให้อัดคลิปขอโทษลงช่องทางของตัวเองเท่านั้น เพื่อป้องกันความรุนแรงจากความเกลียดชัง นอกจากนี้ ผู้ที่รักศาสนาควรหลีกเลี่ยงการแชร์หรือส่งต่อความเกลียดชัง ควรใช้ช่องทางที่ถูกต้อง เช่น การแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความขัดแย้งระหว่างศาสนากับสังคมสมัยใหม่

รศ.ชัยวัฒน์กล่าวว่า สังคมสนใจปัญหานี้เพราะศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มความเชื่อสำคัญของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในสังคมปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับหลักคำสอนทางศาสนา สิ่งที่ผิดหลักศาสนาอาจไม่ผิดหลักมนุษยธรรมทั่วไป แม้แต่คนที่วิพากษ์วิจารณ์และผู้ที่ไปร่วมเหตุการณ์จะเป็นมุสลิมด้วยกัน แต่เมื่อเรื่องขยายสู่ภายนอก ความโกรธแค้นที่ตีกลับเกิดจากการตั้งคำถามถึงการละเมิดผู้มีความหลากหลายทางเพศ

ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษาเสนอว่า ถึงเวลาที่องค์กรทางศาสนาและหน่วยงานรัฐต้องปรับตัว หากรัฐมีระบบการทำงานที่ดี การมีองค์กรเหล่านี้อาจไม่จำเป็น

ปรากฏการณ์ไลฟ์สดกับความเกลียดชังที่ขยายวง

จากคลิปที่คนภายนอกเห็น การชุมนุมบนถนนรามคำแหง 53 ในช่วงเย็นวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา มือถือในมือทุกคนถูกชูขึ้นเพื่อไลฟ์สดไปยังร้านอาหารที่ชายหนุ่ม LGBTQ ถูกด่าทอและถูกปัตตาเลี่ยนไถผม คอมเมนต์ในไลฟ์สดเต็มไปด้วยการก่นด่า บางคนถึงขั้นอยากใช้กำลัง เสียงตะโกนดังออกมาทั้งภาษามลายูปัตตานีและภาษาไทยกลาง

ผลกระทบของโซเชียลมีเดีย

รศ.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์คณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า โซเชียลมีเดียแม้มีเสรีภาพ แต่ผู้ใช้ต้องกำกับดูแลตัวเองเพราะไม่มีบรรณาธิการคัดกรอง ก่อนไลฟ์สดต้องคิดว่าไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น การไลฟ์สดสร้างปฏิกิริยาโต้กลับและกระแสได้ทันที ยิ่งเพิ่มอารมณ์ร้อนแรงให้เกิดอารมณ์หมู่ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสร้าง echo chamber หรือห้องเสียงสะท้อน ทำให้เกิดภาวะอุปทานหมู่ในกลุ่มคนคิดเหมือนกัน จนอารมณ์ขยายตัวควบคุมไม่ได้

นักวิชาการสื่อชี้ว่า มนุษย์บนโลกออนไลน์กล้าแสดงออกมากขึ้นเพราะไม่เผชิญหน้าโดยตรง อาจนำไปสู่ hate speech ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นอื่น (the other) การไลฟ์สดเป็นเครื่องมือหลักของหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ควรไลฟ์สด โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชน

แนวทางรับมือและสร้างความเข้าใจ

รศ.วิไลวรรณแนะนำว่า ผู้เสพสื่อต้องมีสติและทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (critical media literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ ปัจจุบันเกิดศาลเตี้ยในการพิพากษาคนเห็นต่าง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มที่มี echo chamber จนเกิดการล่าแม่มดจากโซเชียลมีเดียสู่โลกจริง การเห็นอกเห็นใจในโลกดิจิทัล (digital empathy) จึงต้องเกิดขึ้น ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดได้ การลดอารมณ์โกรธเกลียดจะช่วยลดความรุนแรง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างความศรัทธาทางศาสนากับการเคารพสิทธิมนุษยชนและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การตักเตือนที่ถูกต้องควรอยู่บนพื้นฐานของความเมตตาและกฎหมาย ไม่ใช่การละเมิดหรือสร้างความเกลียดชัง