ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้เรื่อง 'โรคไวรัสฮันตา (Hantavirus) น่ากลัวไหมสำหรับประเทศไทย' โดยระบุว่า ไวรัสฮันตาเป็นไวรัสในกลุ่ม RNA virus วงศ์ Hantaviridae มีหนูและสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคหลัก การติดเชื้อในคนมักเกิดจากการสูดดมฝุ่นหรือสิ่งคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
ที่มาของชื่อไวรัสฮันตา
ชื่อ 'Hanta' มาจากแม่น้ำฮันตัน (Hantan River) ในประเทศเกาหลีใต้ เนื่องจากมีการค้นพบไวรัสนี้ตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี สมัยที่ท่านยังเป็นนักเรียนก็รู้จักไวรัสนี้แล้ว โดยเมื่อมีไข้เลือดออก ต้องแยกจากไวรัสตัวนี้ในกรณีที่มีไตวายร่วมด้วย และต่อมาเมื่อมีโรคฉี่หนู ก็ยังต้องคำนึงถึงโรคนี้เพราะมีลักษณะอาการคล้ายกันหลายอย่าง
การแบ่งกลุ่มอาการของไวรัสฮันตา
โรคนี้พบได้ทั่วโลก แบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก ได้แก่
- กลุ่มอาการคล้ายไข้เลือดออกและมีปัญหาทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบมากในเอเชียและยุโรป
- กลุ่มอาการทางเดินหายใจหรือปอด (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS) พบในอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้
การติดต่อและอาการ
โรคนี้ติดต่อจากการสูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนจากหนู สัมผัสสิ่งขับถ่ายของหนู หรือถูกหนูกัด ซึ่งพบได้น้อย โดยทั่วไปไม่ค่อยติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์ในอเมริกาใต้ (Andes) ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ อาการของโรค ได้แก่ ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่รุนแรงจะมีไตวาย เลือดออกคล้ายไข้เลือดออก น้ำท่วมปอด หายใจล้มเหลว สายพันธุ์ Andes ที่ระบาดมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40%
สถานการณ์ในประเทศไทย
ประเทศไทยเคยพบหลักฐานของไวรัสฮันตาและแอนติบอดีต่อเชื้อในทั้งหนูและมนุษย์ มีการตรวจพบเชื้อหรือสารพันธุกรรมของ hantavirus ในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด โดยเฉพาะหนูพุก และมีการตรวจพบภูมิต้านทานในประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสหนูหรือทำงานเกษตร อย่างไรก็ตาม โรค hantavirus ในประเทศไทยถือว่าพบน้อยมาก และสายพันธุ์ที่พบเป็นคนละสายพันธุ์กับที่กำลังระบาด ความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยถือว่าต่ำมาก ถึงแม้จะมีไวรัสตัวนี้อยู่ในประเทศไทยแต่เป็นคนละสายพันธุ์และมีมานานกว่า 40-50 ปี จึงไม่เป็นที่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด



