หญิงอ้างถูกสามีทำร้าย ก่อนเผาบ้านพังเสียหายวอดทั้งหลัง
หญิงอ้างถูกสามีทำร้าย ก่อนเผาบ้านพังเสียหายวอดทั้งหลัง

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2567 พ.ต.ท.พงศกร แก้วคง สารวัตรสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านพักในซอยคลองหลวง 12 หมู่ 4 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลคลองหนึ่ง จำนวน 3 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าตรวจสอบ

พบหญิงอ้างถูกสามีทำร้าย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสี อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภายในบ้านมีเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้เสียหายจากไฟไหม้เกือบทั้งหมด เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี เจ้าของบ้าน ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่หน้าบ้าน มีร่องรอยถูกทำร้ายตามร่างกายหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแขน

นางสาวเอให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทะเลาะกับสามีซึ่งเป็นช่างก่อสร้าง เนื่องจากสามีไม่พอใจที่ตนไม่ยอมให้เงินไปซื้อสุรา ระหว่างทะเลาะกันสามีได้ใช้ไม้และกำปั้นทำร้ายร่างกายตน ก่อนจะจุดไฟเผาบ้านพักแล้วหลบหนีไป ตนพยายามจะดับไฟแต่ไม่สำเร็จ จึงวิ่งออกจากบ้านและโทรแจ้งเจ้าหน้าที่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มูลค่าความเสียหายและสอบสวนเพิ่มเติม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท เนื่องจากบ้านเพิ่งสร้างเสร็จและยังไม่ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้า ทำให้ทรัพย์สินภายในบ้านส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาใหม่ ทางเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนพยานแวดล้อมและตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

พ.ต.ท.พงศกรกล่าวว่า “จากการสอบปากคำผู้เสียหายเบื้องต้น มีพิรุธบางประการที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น รอยถูกทำร้ายอาจเกิดจากการต่อสู้ขณะเกิดเพลิงไหม้ หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น เจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนเพื่อหาความจริง โดยจะเชิญสามีมาสอบปากคำและตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์”

การดำเนินคดีและมาตรการช่วยเหลือ

ด้านเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้เสียหาย โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเยียวยาทางจิตใจและที่อยู่อาศัยชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาสำรวจความเสียหายเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการ

สำหรับความคืบหน้าคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ รวมทั้งตรวจสอบว่ามีการวางแผนลอบวางเพลิงหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นและทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 140,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 และ 295