ตร.สอบ ตร.แจ้งข้อหาครอบครองภาพลามกอนาจารเด็ก ล่าสุดถูกคุมตัวส่งศาล
ตร.สอบ ตร.แจ้งข้อหาครอบครองภาพลามกอนาจารเด็ก ส่งศาลแล้ว

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ได้แจ้งข้อหาครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นตำรวจชั้นประทวนสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากตรวจพบภาพอนาจารเด็กจำนวนมากในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา โดยล่าสุดได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว

รายละเอียดการจับกุมและการแจ้งข้อหา

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าจับกุมผู้ต้องหาซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ (ผบ.หมู่) สังกัดสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ภายในที่พักในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัยผ่านระบบเฝ้าระวัง และเมื่อเข้าตรวจค้นโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา พบภาพและคลิปวิดีโอที่มีลักษณะลามกอนาจารเด็กจำนวนมาก จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ดาวน์โหลดและครอบครองสื่อดังกล่าวไว้ดูส่วนตัว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จำนวนสื่อลามกและความคืบหน้าทางคดี

พนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา พบไฟล์ภาพและวิดีโอที่มีลักษณะลามกอนาจารเด็กมากกว่า 200 ไฟล์ ซึ่งถือเป็นจำนวนมากและเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 ฐานครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก" โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชในวันเดียวกัน และศาลได้มีคำสั่งให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน โดยไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ผลกระทบต่อวงการตำรวจและมาตรการป้องกัน

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม โดยเฉพาะในแวดวงตำรวจ เนื่องจากผู้ต้องหามีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรักษากฎหมายและเป็นแบบอย่างที่ดี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า "การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ unacceptable อย่างยิ่ง ตำรวจต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่ผู้กระทำผิดเสียเอง คดีนี้จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาด"

ด้านกองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพิ่มเติม หากพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง ผู้ต้องหาจะถูกดำเนินการทางวินัยอย่างสูงสุด รวมถึงการไล่ออกจากราชการ และอาจถูกเพิกถอนยศตำรวจ นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการให้ตรวจสอบพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจในสังกัดอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ข้อกฎหมายและโทษที่เกี่ยวข้อง

การครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเป็นความผิดที่มีโทษรุนแรงตามกฎหมายไทย โดยมาตรา 287/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โทษจะสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และปรับสูงสุดถึง 400,000 บาท

แนวทางการดำเนินคดีและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

คดีนี้เป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจไซเบอร์และตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานบูรณาการในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "เรามีศูนย์เฝ้าระวังและปราบปรามอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์โดยเฉพาะ การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่เราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง"

ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงการตรวจสอบประวัติการใช้งานโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ของผู้ต้องหา เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหรือขบวนการค้าสื่อลามกเด็กออนไลน์ หากพบความเชื่อมโยงจะดำเนินการจับกุมเพิ่มเติมทันที